Design Thinking Principle
การเตรียมความพร้อมในเรื่องของบุคลากร เป็นอีกหนึ่งภารกิจหลักที่แม่ทัพใหญ่อย่าง คุณอนุพงษ์ ให้ความสำคัญ และมองว่าการพัฒนาบุคลากรในยุคปัจจุบันเป็นเรื่องที่ทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากเป็นยุคของเด็ก Gen Y หรือ Gen Me การพัฒนาเด็กรุ่นนี้จึงต้องทำความเข้าใจกับเขาอย่างจริงจัง เพราะเด็กรุ่นนี้มีความต้องการที่แตกต่างกับคนรุ่น Gen X หรือ Baby Boomer อย่างสิ้นเชิง
วันนี้เพื่อให้องค์กรพร้อมรับกับการ Disruptive ที่จะเกิดขึ้น นอกจากการร่วมกับ ศจ.ดร.ไมเคิล เลอเพ็คช์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน Sustainable Engineering จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในการวางแผนเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจระยะยาวให้กับเอพีแล้วนั้น ล่าสุด ทาง เอพี (ไทยแลนด์) กำลังทำเรื่องอินโนเวชั่นในเชิงแนวคิด โดยนำคอนเซ็ปต์เรื่อง Design Thinking เข้ามาประยุทธ์ใช้ให้เข้ากับวิธีคิดของคนในการพัฒนาสินค้าของคนในองค์กร
“เรากำลังสร้างวิธีคิดในแบบ Design Thinking ให้เกิดขึ้นในองค์กร เพื่อใช้เป็นแกนในการดำเนินธุรกิจ และสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ไปในทิศทางที่เด็กรุ่นใหม่ทำงานด้วยกันแล้วรู้สึกสนุก เพราะสิ่งที่เขาต้องการ คือ ความมีอิสระทางความคิด การเป็นที่ยอมรับ และต้องการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เราจึงพยายามสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้เกิดความรู้สึกสนุกกับการทำงาน และตัวช่วยสำคัญของเราก็คือ AP Academy ที่เราจัดตั้งขึ้นมา ทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาสามารถทำงานได้เร็วขึ้น ซึ่งระบบแบบพี่สอนน้องวันนี้ไม่มีแล้ว และมีเดียที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ต้องเป็นมีเดียที่เขาชอบด้วย ซึ่งเราก็มีแอพพลิเคชั่นของ AP Academy ให้เขาได้เข้าไปเรียนรู้ นี่คือสิ่งที่สะท้อนภาพให้เห็นว่าเราพยายามจะตามเด็กเจนนี้ให้ทัน”
Design Thinking คือ กระบวนการคิดเชิงการออกแบบ ที่ใช้การทำความเข้าใจในปัญหาต่างๆ อย่างลึกซึ้ง โดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง และนำเอาความคิดสร้างสรรค์ และมุมมองที่หลากหลายมาสร้างไอเดีย หรือแนวทางการแก้ไข ด้วยการนำเอาแนวทางนั้นๆ มาสร้าง Prototype และทดสอบ และพัฒนาเพื่อให้ได้นวัตกรรมที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ ซึ่งปัจจุบันมีองค์กรชั้นนำของโลกหลายแห่งได้นำแนวคิดนี้มาใช้เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อสร้างนวัตกรรมต่างๆ ให้กับตัวสินค้า และบริการ เช่น Google, Facebook, Adidas, Amazon และ Airbnb เป็นต้น
“Design Thinking แบ่งกระบวนการความคิดนี้ เป็น 5 ขั้นตอน ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype, และ Test ซึ่งคนที่จะทำ Empathize ได้ดีต้องเป็นคนช่างสังเกต และต้อง Define ให้ได้ว่า อะไรคือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจริงๆ และทำเพื่อตอบโจทย์ให้ได้ เมื่อ Define ปัญหาได้ก็ต้อง Idealization แบบไม่มีข้อจำกัด แล้วจึงค่อยสร้าง Prototype และ Test ต้องทำแบบเร็วที่สุด ถูกที่สุด เพื่อกลับไปดูว่าเรา Define ปัญหาถูกหรือไม่ ทั้งหมดนี้ ถือว่าเป็นกระบวนการที่ทำได้ค่อนข้างยาก แต่ก็สามารถตอบโจทย์ และช่วยแก้ปัญหาการหาคนที่มี Creativity มาทำงาน เพราะ Design Thinking เป็นกระบวนการที่ทำให้คนที่ถึงแม้จะไม่มี Creativity สามารถสร้าง Creativity ขึ้นมาได้ ซึ่ง Design Thinking ก็คือแกนที่กลุ่ม Startup นิยมนำมาใช้ในการสร้างไอเดียใหม่ๆ นั่นเอง”