การทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้งของน้ำดื่มสิงห์ ในเรื่องของการเอนเกจนี้ ยังรวมถึงการทำลอยัลตี้ โปรแกรมผ่านเครื่องมือออนไลน์ที่น้ำดื่มสิงห์มีการทำลอยัลตี้ โปรแกรม ภายใต้ชื่อ “สิงห์รีวอร์ด” ที่เป็นการสะสมพ้อยท์เพื่อร่วมสนุกในการแลกของรางวัล พร้อมกับสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการร่วมสนุกในการชิงโชคของรางวัลสุดพิเศษที่หาที่ไหนไม่ได้
“สิงห์ รีวอร์ด” จะใช้เครื่องมืออย่างไลน์เข้ามาเป็นตัวช่วยซึ่งสามารถทำให้แบรนด์มีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าค่อนข้างดี โดย 6 เดือนแรกที่ทำนั้น จะมีลูกค้าเข้ามาร่วมสนุกกับสิงห์รีวอร์ดประมาณ 7 ล้านราย เป็นลูกค้าที่แอ็กทีฟประมาณ 1 ล้านราย
นอกจากการใช้ไลน์เป็นเครื่องมือหลักแล้ว ยังมีการส่งต่อในการสร้างกระแสผ่านเฟสบุ๊ค ที่เข้ามาช่วยวัดฟีดแบ็ค รวมถึงการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าว่าอยากจะให้สิ่งที่ทำออกมาเป็นอย่างไร หรือต้องการอะไรเป็นของรางวัล เป็นการเข้ามาร่วม Co Create ในกิจกรรมที่ทำ ซึ่งช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อแบรนด์
ปกติเวลาที่โพสต์อะไรออกไปในเฟสบุ๊คจะมีคอมเม้นต์กลับมาไม่มากนัก แต่หลังจากมีสิงห์รีวอร์ด พบว่า มีคอมเม้นต์พร้อมคำแนะนำเข้ามาค่อนข้างมาก ซึ่งมันช่วยในเรื่องของการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างแบรนด์กับลูกค้าที่ส่งผลต่อการมีเอนเกจที่เพิ่มขึ้นของน้ำดื่มสิงห์
“ก่อนหน้านั้น เรามีการทำรีเสิร์ชออกมา พบว่า น้ำดื่มสิงห์มีช่องว่างในเรื่องของคนรุ่นใหม่ รวมถึงเด็กวัยรุ่นที่แบรนด์ยังเข้าไปใกล้ชิดกับพวกเขาได้ไม่มากนัก พอหันมาใช้สื่อดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พบว่า ถ้าเราไม่ปรับในเรื่องคอนเทนต์ การที่คอนเทนต์เข้าไปหาเขาได้ แต่ก็อาจจะไม่รู้สึกเอนเกจ เราก็เลยปรับคอนเทนต์ รวมถึงการใช้น้องเจ้านายมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ หลังจากเราปรับกลยุทธ์ก็พบว่า คนรุ่นใหม่เลือกที่จะหยิบน้ำสิงห์มากขึ้น แล้วการใช้สิงห์รีวอร์ดก็ยังพบอีกว่า มีคนอายุต่ำกว่า 35 เข้ามาเยอะขึ้น ถือเป็นการปรับกลยุทธ์ที่ค่อนข้างจะได้ผลดีต่อแบรนด์”
ธิติพร ยังเสริมอีกว่า ความยากของการทำก็คือ ไม่เพียงแค่ทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ แต่ต้องช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ มันทำยาก คือทำคอนเทนต์อย่างไรให้น่าสนใจ ขณะเดียวกันก็ต้องช่วยเสริมภาพลักษณ์ที่ดีกับแบรนด์ได้ด้วย การวัดผลจึงไม่ได้ดูแค่วิว แต่ดูเอนเกจด้วย
“ขณะเดียวกันก็มีการใช้ Social Monitoring Tool เพื่อดูว่าคนในโลกออนไลน์จะไปพูดคุยเกี่ยวกับแบรนด์เราอย่างไร เราดูอย่างละเอียด เพราะเครื่องมือพวกนี้ เราสามารถคลิกเข้าไปดูถึง Source การสนทนาของลูกค้าทุกครั้งที่เราทำแบรนด์ออกไป ของพวกนี้มันต้องลองผิดลองถูก คนไม่แชร์ ไม่ไลค์เราไม่กลัว แต่ทุกครั้ง ที่เราทำออกไป ต้องไม่เสียภาพลักษณ์ลักษณ์ของแบรนด์”
ปัจจุบัน น้ำดื่มสิงห์มีการใช้สื่อออนไลน์มากกว่า 50% แต่ถ้าวัดในแง่ของความถี่แล้ว จะพบว่ามีถึง 80% เนื่องจากสื่อออนไลน์มีต้นทุนที่ต่ำกว่า
อย่างไรก็ตาม สื่อออฟไลน์ยังคงมีความสำคัญ เพราะสินค้าอย่างน้ำดื่ม เป็นสินค้าที่มีกลุ่มเป้าหมาย และการขายค่อนข้างแมส จึงต้องใช้สื่อทั้งออฟไลน์ และออนไลน์ โดยต้องผสมผสานกันให้กลมกลืน และมีประสิทธิภาพในการเข้าถึงให้มากที่สุด ซึ่ง ฐิติพร ย้ำว่า ไม่ว่าจะเป็นสื่อประเภทไหน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงให้มากที่สุดก็คือเรื่องของภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่การทำแต่ละครั้ง หรือแต่ละแคมเปญต้องช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับแบรนด์ด้วย
ผลจากการมีเอนเกจที่เพิ่มขึ้นนี้ ทำให้แบรนด์สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แน่นอนว่า ย่อมจะส่งผลต่อยอดขายในระยะยาว ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ วันนี้ ส่วนแบ่งตลาดของน้ำดื่มสิงห์กลับมานำคู่แข่งสลับกันไปแบบสูสีในแต่ละช่วงเวลา ถือเป็นอีกสีสันที่เข้ามาช่วยแต่งแต้มให้กับตลาดน้ำดื่มของบ้านเราได้เป็นอย่างดี.....