ดร.ศิริกุล ยังได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันเป็นเรื่องยาก แต่ก็มีความหวังและมีความเชื่อว่าจะทำได้ เพราะเรามี Case Study น่าสนใจ อย่างกรณี 13 หมูป่า ที่ทุกคนมีจุดมุ่งหมายเดียว คือการช่วยชีวิตเด็ก โดยที่ทุกคนไม่ได้คิดว่าจะทําได้หรือไม่ ไม่ได้คิดว่ายากเกินกว่าความสามารถและถอดใจ
“กรณีถ้ำหลวงจึงเป็นบทพิสูจน์ว่า Social Collaboration สามารถเกิดขึ้นได้จริง ถ้าเราสามารถเอาคนที่ใช่มาอยู่รวมกันได้ ซึ่งจะทำให้เราได้เห็นพลังของความร่วมมือ เมื่อใจร่วมกัน เป้าหมายจะกลายเป็น Collective Impact เหมือนกัน การจัดระบบจะเกิดขึ้นเอง ทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของพาร์ทเนอร์ชิพเท่านั้น
ถือว่าประเทศไทยโชคดีมากที่เรามี Case Study ของถ้ำหลวงที่ทำให้โลกเข้าใจคำว่า Social Collaboration อีกทั้ง เรายังมี Case ต่อเนื่องที่บางกระเจ้าอีกด้วย เราจึงควรจะใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
BrandAge แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ ดร.ศิริกุล ว่าสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจเล็กๆ มักมองว่าการทำกิจกรรมประเภทนี้เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการหรือเจ้าของแบรนด์รายใหญ่ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ดร.ศิริกุล มีความคิดเห็นอย่างไร
ดร.ศิริกุล เล่าถึงสาเหตุที่ทำให้ SME มักคิดเช่นนี้ สืบเนื่องมาจากความเข้าใจผิดที่นักการตลาดและโฆษณา มักจะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้คิดว่า การทำประโยชน์เพื่อสังคมไม่ว่าจะเป็น CSR, CSV หรือแม้กระทั่ง Social Collaboration ต้องมีหนังโฆษณา ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมากๆ ต้องออกทีวี คนเหล่านี้มักจะกลัวในเรื่องของงบประมาณ จนลืมไปว่าเป็นเรื่องของสำนึกและพฤติกรรม เมื่อเราออกไปพูดให้คนเข้าใจ ทุกคนก็สามารถเริ่มทำได้เลย
ยกตัวอย่าง เช่น กรณีของเจ๊จง ที่ไปแจกข้าวหมูทอดบริเวณหน้าพระราชวัง โดยให้คนเก็บขยะมาแลกกับข้าว ซึ่งช่วยแก้ปัญหาเรื่องของขยะได้เป็นอย่างดี
“หากมองย้อนกลับไป ถ้าเป็นองค์กรใหญ่ๆ ทำ ด้วยกระบวนการขั้นตอนมากมายของแต่ละบริษัท แน่นอนว่าต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการอย่างน้อย 3-5 วัน ขณะเดียวกัน การเป็นธุรกิจ SMEs เราสามารถตัดสินใจและดำเนินการด้วยตัวเองได้ในทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการทำ CSR ไม่ใช่เรื่องยาก ไม่เกี่ยวกับการสื่อสารและการลงทุนทำโฆษณา
ส่วนตัวทำงาน SB มาเป็นระยะเวลากว่า 5 ปี กล้าการันตีได้ว่า ธุรกิจ SMEs ทำเรื่อง CSR ได้ง่าย ทำได้ดีกว่าใคร และก็สามารถทำได้ออกมาจากใจด้วย ดิฉันมองว่าไม่ว่าจะเป็นธุรกิจแบบไหน ขนาดเล็กหรือใหญ่ เราก็สามารถทำอะไรดีๆ เพื่อความยั่งยืนได้ทั้งสิ้น”
ในฐานะที่ ดร.ศิริกุล เป็น County Director Sustainable, Thailand ซึ่งงานสัมมนาเชิงวิชาการ Sustainable Brands 2018 Bangkok จะจัดขึ้นในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ ทีมงานจึงอยากให้ ดร.ศิริกุล อัพเดทรายละเอียดและความคืบหน้าให้ฟัง
“ปีแรกที่จัดงาน Sustainable Brands Bangkok เราพบว่าองค์กรทั่วโลกที่ออกมาพูดเรื่อง CSR ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของ After Process ทั้งสิ้น ดังนั้นธีมที่เราใช้จัดงานในปีที่ 2 ก็คือ “Activated Purpose” เพื่อให้คนทั้งโลกได้ตระหนักว่า การทำ CSR หากไม่มีค่านิยมร่วมกันของแต่ละองค์กรแล้ว ก็จะไปไม่ได้ไกล ซึ่งเป็นที่มาของการขยับตัวจาก CSR เป็น CSV การจะทำให้แต่ละองค์กรมีค่านิยมร่วมกันได้ จะต้องมาจากวัตถุประสงค์ของแต่ละองค์กรด้วย เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว บริษัทอาจไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร เนื่องจากไม่ได้มีวิสัยทัศน์หรือวัตถุประสงค์ที่ตรงกับบริษัท ฉะนั้นหากจะทำให้เกิดความยั่งยืนจึงต้องเริ่มตั้งแต่วัตถุประสงค์
ในปีต่อๆ มา เราจึงเริ่มเห็นคนพูดถึงเรื่องของความยั่งยืนกันมากขึ้น เนื่องจากคนเริ่มตระหนักแล้วว่า การจะทำอะไรต้องทำออกมาจากข้างใน มิฉะนั้นจะทำได้เพียงผิวเผิน ดั่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยสอนให้ตระหนักถึงความสำคัญของวัตถุประสงค์และทำทุกอย่างออกมาด้วยใจ ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่าศาสตร์พระราชาไม่ใช่เรื่องล้าหลังหรือด้อยกว่าใคร
ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทาง Global หรือที่เราเรียกว่า SB Committee ซึ่งจะประกอบไปด้วยแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง ยูนิลีเวอร์ เนสท์เล่ โค้ก ที่เข้ามาร่วมประชุมและลงความเห็นว่ากิจกรรมที่จัดขึ้นพูดในเรื่องของเจ้าของแบรนด์มาค่อนข้างเยอะ ในครั้งนี้จึงจะพูดในส่วนของผู้บริโภคบ้าง ธีมของงานจึงเป็น Redefining the Good Life ที่จะนำเสนอถึงผลกระทบ ซึ่งจะเกิดขึ้นกับผู้บริโภค”
ดร.ศิริกุล อธิบายเพิ่มเติมว่า ความท้าทายของการจัดงานครั้งนี้อยู่ที่การคัดเลือกว่า ใครคือคนที่เหมาะสมที่สุด Content ไหนที่ใช่ที่สุด เนื่องจากระยะเวลาการจัดงานที่มีเพียง 2 วัน จึงจำเป็นต้องคัดเลือกให้ดีที่สุด
“ความยากที่แท้จริงของการจัดงานประเภทนี้ คือ ทำอย่างไรให้มีคนมาร่วมงาน ทำอย่างไรให้กลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง อย่างนักการตลาด นักธุรกิจ สนใจเข้าร่วมงาน เพราะในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนแปลงสังคมแค่ธุรกิจอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ นักการตลาดและนักโฆษณาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้คนเกิดคำว่า Consumption ที่บางทีอาจจะไม่ค่อย Responsible เท่าไรนัก
วันนี้เราจะเห็นว่า การที่จะเปลี่ยนสังคมได้ จะต้องอาศัยทั้งการสื่อสารและความคิดสร้างสรรค์ที่แข็งแรง จะสื่อสารอย่างไรให้ชุมชนเห็นด้วย สื่อสารอย่างไรให้บริษัทเห็นด้วย ซึ่งแน่นอนว่าในแต่ละกลุ่มก็ต้องใช้ภาษาที่ต่างกัน ฉะนั้นคำว่า Shared Value และการสร้างการยอมรับจึงเป็นเรื่องสำคัญ” ดร.ศิริกุล กล่าวทิ้งท้าย