Larry Page หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Google ได้ให้การสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพชื่อ Opener ผู้สร้างรถยนต์บิน (Flying Cars) ซึ่งเตรียมนำรถยนต์บินออกวางตลาดปีหน้า 2019
อย่างไรก็ตาม ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับการลงทุนของ Page ในธุรกิจนี้
Opener เป็นธุรกิจสตาร์ทอัพสร้างรถยนต์บินในซิลิคอนวัลเลย์ ซึ่งเตรียมนำผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดแมส รถยนต์บิน (Flying Cars) ของ Opener มีชื่อแบรนด์ว่า "BlackFly" เป็นรถยนต์บินใช้พลังงานไฟฟ้ารองรับผู้โดยสารได้ 1 คน และมีระบบขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติขับเคลื่อนตัวเองโดยไม่ต้องใช้คนขับ และไม่สามารถวิ่งบนท้องถนน ซึ่ง Larry Page เชื่อว่ารถยนต์บินแบบนี้จะปฏิวัติการขนส่งส่วนบุคคลในอนาคต
Opener เป็นหนึ่งในหลายบริษัทที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องที่ทำธุรกิจสร้าง "รถยนต์บิน (Flying Cars)" หรือถ้าจะเรียกให้ถูกต้องมากขึ้นตามลักษณะของเทคโนโลยีที่ใช้ก็ต้องเรียกยานพาหนะชนิดนี้ว่า Vertical Take-Off and Landing Vehicles (ยานขึ้นลงทางดิ่ง หรือ VTOL Vehicles) เนื่องจากการใช้งานของมันเหมือนกับโดรน หรือเฮลิคอปเตอร์ ที่ใช้เดินทางในอากาศและสามารถขึ้นลงทางดิ่งได้
บริษัท Opener ร่วมอยู่ในกลุ่ม Uber, Joby, Airbus, Boeing และ KittyHawk ธุรกิจสตาร์ทอัพด้านรถยนต์บิน (Flying-Car) อื่นๆ ที่ได้รับเงินหลายล้านดอลลาร์จาก Larry Page
ประโยชน์ที่เห็นชัดของการใช้รถยนต์บินคือ สามารถลดระยะเวลาการเดินทางลงได้หลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับการเดินทางทางถนน ซึ่งจะช่วยแก้วิกฤตการคมนาคมขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Opener ได้ทดสอบรถยนต์บิน BlackFly ของตนในแคนาดา สามารถทำความเร็วได้ 72 ไมล์ต่อชั่วโมงและเดินทางได้ไกล 40 ไมล์ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องทำให้รถยนต์บิน BlackFly รุ่นล่าสุดสามารถบรรทุกผู้โดยสารที่มีส่วนสูง 6 ฟุต 6 นิ้ว หนัก 250 ปอนด์ได้
รถยนต์บิน BlackFly จะเริ่มขายในปีหน้า 2019 คาดว่าราคาของรถยนต์บินแบบนี้จะมีราคาพอๆ กับรถ SUV หนึ่งคัน
แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยกฎระเบียบเกี่ยวกับการบินของสหรัฐ ทำให้การใช้งานถูกจำกัดอยู่เฉพาะในเขตชนบทในสหรัฐ ซึ่งกฎระเบียบนี้ยังต้องมีการปรับปรุงให้เข้ากับเทคโนโลยีการขนส่งแบบใหม่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่ายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีก่อนที่เครื่องบินแบบ VTOL ขึ้นลงทางดิ่งแบบนี้จะได้รับอนุญาตให้ใช้งานได้ในเขตเมือง
แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ แต่การเริ่มต้นรุกตลาดของรถยนต์บิน BlackFly ก็น่าจะทำให้ตลาดนี้เกิดและขยายตัวในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อระบบการคมนาคมขนส่งในเมืองใหญ่ทั่วโลกในอนาคต
Cr : CNBC