สร้างทราฟฟิคสไตล์สยามฟิวเจอร์
สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ หรือเอสเอฟ คือหนึ่งใน Key Player ที่ปั้นศูนย์การค้าแบบเปิด (Open Air Shopping Center) กลาง และเล็ก จนติดตลาดหลายแบรนด์ โดยเฉพาะเมื่อหลายปีก่อนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้จุดกระแสค้าปลีกรูปแบบคอมมูนิตี้ มอลล์
ศูนย์การค้าชุมชนที่เปิดไปแล้วก็มีเช่น เอสพลานาด รัชดาฯ วางตำแหน่งเป็นไลฟ์สไตล์ เอนเตอร์เทนเม้นต์ เซ็นเตอร์, ลา วิลล่า พหลโยธิน วางไว้เป็น เนเบอร์ฮู้ด ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ ขณะที่โครงการ ดิ อเวนิว พัทยา เป็น ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์, เมเจอร์ อเวนิว รัชโยธิน เป็น ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ เป็นต้น
ความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นมาจาก
1.คงต้องมองในเรื่องของโลเกชั่นที่ต้องพิจารณาก่อนว่าพื้นที่-ลักษณะของที่ดินแปลงนั้นเหมาะทำอะไร
2. การออกแบบ ต้องสร้างคอนเซ็ปต์และออกแบบศูนย์ให้ตรงกับคอนเซ็ปต์ของโลเกชั่น
3.การหาแมกเน็ต ที่แข็งแกร่งและขึ้นอยู่กับแต่ละรูปแบบของแต่ละมอลล์ แตกต่างกันแล้วแต่ชนิดของศูนย์ ถ้าเป็นศูนย์การค้าชุมชน แมกเน็ตสำคัญ คือ ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ถ้าเป็นไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ แม่เหล็กยังคงเป็นซูเปอร์มาร์เก็ต แต่เพิ่มเรื่องเอนเตอร์เทนเม้นต์เข้ามา เช่น โบว์ลิ่ง ฟิตเนส โรงภาพยนตร์ คาราโอเกะ เพราะถ้าแมกเน็ตไม่แรงพอ จะไม่สามารถดึงคนได้
4.การจับ Key Tenant Mix ต้องดี เพราะฉะนั้นการมี Magnet ตัวหนึ่งแล้ว ที่เหลือส่วนผสมของร้านอื่น ต้อง Serve Need คน เช่น ร้านอาหาร อาจจะมีมากกว่า 1 ร้าน ร้านอาหารสัตว์ ร้านวิดีโอ และสุดท้าย- ที่จอดรถ ต้องใช้หลักการเรื่องความสะดวก และเพียงพอ
ทั้งหมดนั้น ถูกนำมาเป็นจุดแข็งในการทำตลาดของกลุ่มเอสเอฟที่ศูนย์การค้าในสไตล์ โอเพ่น มอลล์หลายๆ แห่งใช้รูปแบบการมิกซ์กลยุทธ์ในสไตล์ที่กล่าวไป
นั่นเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ สยามฟิวเจอร์ ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดคอมมูนิตี้มอลล์ของบ้านเรา ซึ่ง คอมมูนิตี้มอลล์ไม่เหมือน Close Mall ศูนย์การค้าแบบปิด อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ หรือพารากอน ที่ต้องการแคชเม้นต์แอเรียของคนทั้งกรุงเทพฯ รวมทัวริสต์ด้วย แต่ถ้าเป็นตัวใหญ่อย่างไฮเปอร์มาร์เก็ต จะเจาะ 8 กิโลเมตร
นั่นหมายถึงว่า ทำไมต้องกระจายเต็มไปหมด อย่างสมัยก่อน ยกตัวอย่าง เทสโก้ ที่ซีคอน คนอยู่ทางฝั่งเหนือก็ยังไป แต่วันนี้ คนอยู่บางเขน ใครจะไปซื้อที่เทสโก้ที่ซีคอน ในเมื่อที่บางเขนก็มีแล้ว ฉะนั้นหลักการโลเกชั่นต้องแม่น ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของสยามฟิวเจอร์ที่ในช่วงที่ผ่านมาไม่เคยพลาดในเรื่องของการเลือกโลเกชั่น
อย่างไรก็ตาม หลักการของการจับ Magnet และ Key Tenant ต้องวางให้ถูกตำแหน่งในแง่ของโลเกชั่นนั้นๆ ว่ากลุ่มเป้าหมายผู้อาศัยบริเวณย่านนั้นอยู่ในระดับใด โดยหากเป็นใจกลางเมือง เช่น ทองหล่อ ซอยอารีย์ แน่นอนว่ากลุ่มเป้าหมายหลัก อยู่ในระดับ A- B+ อย่างกรณีของเจ-อเวนิว Magnet หลัก คือซูเปอร์มาร์เก็ตวิลล่า ขณะที่ Key Tenant อื่น ย่อม Up-Scale ตามโลเกชั่น และทาร์เก็ต กรุ๊ป เช่น KPN Music Academy, Apple Computer, Greyhound Café, Mothercare, Coffee and Bakery Café, L’Occitane, iberry เป็นต้น
แต่ถ้าออกมาจากกลางเมืองถึงชานเมือง กลุ่มเป้าหมายเป็นระดับบีลงมาตัว Magnet และ Key Tenant ก็ต้องเปลี่ยน เช่น เนเบอร์ฮู้ด ช้อปปิ้ง เซ็นเตอร์ สุขาภิบาล 3 มีแม่เหล็กคือ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ส่วน Key Tenant ได้แก่ KFC, Swensen’s, Café D’Oro, S&P Bakery เป็นต้น