แต่ใช้การดีไซน์ร้านให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนในโลเกชั่นนั้นๆ อาทิ การมีพื้นที่สำหรับนั่งรับประทานอาหาร หรือจิบกาแฟในโซนที่อยู่ในออฟฟิศ บิวดิ้ง หรือการวางตัวเองให้เป็นแลนด์มาร์คของเมือง สำหรับเมืองท่องเที่ยวที่ดีไซน์ร้านให้มีมุมสำหรับถ่ายรูปเพื่อเช็คอิน เช่น สาขาที่เมืองนครพนม เป็นต้น
การมีบิ๊กดาต้าจากการทำ CRM ผ่านบัตรเซเว่น การ์ด ทำให้สามารถเข้าถึงพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าได้เป็นอย่างดี สิ่งที่ตามมาก็คือ การรู้ถึงความต้องการของลูกค้าในแต่ละโลเกชั่น ทำให้เราได้เห็นการปรับรูปแบบการนำเสนอสินค้าในร้านใหม่ๆ อย่างกรณีของเซเว่น อีเลฟเว่น สาขารังสิต คลองสาม ที่มีการนำเคาน์เตอร์ขายมือถือของทรูมูฟเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของร้าน ซึ่งถือเป็นรูปแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ก่อนหน้านั้น แม้ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น จะมีมือถือจากค่ายทรูขาย แต่ก็เป็นแค่การวางอยู่หลังเคาน์เตอร์คิดเงิน ส่วนใหญ่เป็นมือถือสมาร์ทโฟนที่ราคาขายไม่สูงนัก และมักจะพ่วงการขายซิมของทรูไปด้วย
แต่สำหรับสาขาที่รังสิต คลองสาม เป็นเหมือนการยกเคาน์เตอร์มือถือของทรูมูฟมาไว้ในร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ซึ่งอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในปัจจุบันไม่ใช่แค่เครือข่ายร้านค้าปลีกธรรมดา แต่เป็นเสมือนเน็ตเวิร์คทางการ ตลาดที่สำคัญ
โดยเฉพาะกับการเป็นเครือข่ายค้าปลีกที่เทสต์สินค้าก่อนมีการวางขายจริง สินค้าหลายๆ ตัวมีการใช้ร้านเซเว่น อีเลฟเว่น เป็นที่ทดลองวางสินค้าก่อนที่จะวางขายในทุกช่องทาง ซึ่งในครั้งนี้น่าจะเข้าข่ายของการเทสต์ดูว่า หากมีการเปิดเป็นเคาน์เตอร์แบบนี้จะสามารถเพิ่มโอกาสในการขายได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะสอดรับกับทิศทางการขยายสาขาของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่เน้นเปิดสาขาขนาดใหญ่ 3 – 4 ห้องมากขึ้น ทำให้มีพื้นที่ขายเพิ่มที่พร้อมจะนำสินค้าที่มีโอกาสในการขายดีที่เข้าไปเปิดเคาน์เตอร์ต่างหาก
การเข้าไปในเซเว่น อีเลฟเว่นของทรูมูฟในครั้งนี้ น่าจะเป็นตัวช่วยชั้นดีในการผลักดันสินค้าให้เข้าไปถึงความต้องการของลูกค้า ช่วยเพิ่มความสะดวกโดยไม่ต้องเดินทางไปที่ช็อปของทรูมูฟ เป็นวิน วิน เกม ที่ช่วยส่งเสริมซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว
เซเว่น อีเลฟเว่นในบ้านเรามีสาขาทะลุหลัก 10,000 สาขาไปแล้ว โดยยังคงลงทุนขยายสาขาอย่างต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 700 สาขา พร้อมกับตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2564 นี้ ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านเซเว่น อีเลฟเว่นในเมืองไทยตั้งเป้าหมายว่าจะเปิดร้านเซเว่น อีเลฟเว่นให้ครบ 13,000 สาขา ซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้ยักษ์คอนวีเนียนสโตร์รายนี้ทรงพลังมากยิ่งขึ้น
สิ่งที่สะท้อนออกมาก็คือ ทิศทางการพัฒนาสาขาต่อจากนี้น่าจะมีการมองถึงการผลักดันตัวเองให้กลายเป็น Community ของชุมชนต่างๆ มากกว่าแค่การเป็นร้านค้าปลีกไซส์เล็กธรรมดาเหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะกับการเข้าไปตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนในแต่ละโลเกชั่น ไม่ใช่เป็นแค่การขยายสาขาแบบธรรมดาๆ อีกต่อไป
แน่นอนว่า เราน่าจะได้เห็นการนำสินค้าที่ไม่คุ้นเคยเข้ามาวางขายมากขึ้น นอกเหนือจากอาหาร เครื่องดื่ม และสินค้า FMCG เหมือนช่วงที่ผ่านมา.....
ภาพ : LINE