AI และ Machine Leaning จะเข้ามาเป็นหัวใจสำคัญในการ Engage ลูกค้าของเมเจอร์ เพราะสามารถเรียนรู้ พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าว่าชอบหนังประเภทไหน เพื่อให้บริการที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ ในการนำเสนอหนังในโปรแกรม ต่อไป หนังที่จะเข้าใหม่ ตลอดจนโปรแกรมหนังและโรงภาพยนตร์ที่ลูกค้าชมอยู่เป็นประจำ โดยเมเจอร์พยายามลดจุดอ่อน ที่ถือเป็น Pain Point สำคัญของแอพพลิเคชั่นเดิม นั่นคือเรื่องของความเร็วหรือสปีดในการใช้งาน ซึ่งซูเปอร์แอพที่เปิดตัว ใหม่นี้ จะใช้แค่คลิกเดียวในระยะเวลาไม่ถึง 10 วินาทีก็สามารถจองตั๋วได้แล้ว
ไม่เพียงเท่านั้นยังมีการทำให้แอพพลิเคชั่นตัวใหม่นี้สามารถเชื่อมต่อไปยังกลุ่มเพื่อนของตัวเองได้ โดยฟีเจอร์ Social Seating ทำให้การจองซื้อตั๋วหนังจะไม่จำเจอีกต่อไป ด้วยรูปแบบการเลือกที่นั่ง แบบโชว์รูปโปรไฟล์ของตัวเอง ว่านั่งอยู่ในส่วนไหนของโรง ทำให้สามารถรู้ได้ว่าเพื่อนของตัวเองดูหนังอยู่โรงไหน นั่งอยู่ที่นั่งหมายเลขอะไรได้อีกด้วย
เป้าหมายแรกของการเปิตัวซูเปอร์แอพนั้น เมเจอร์ต้องการกระตุ้นให้ลูกค้าจองตั๋วผ่านแอพพลิเคชั่นมากขึ้น ในปีที่ผ่านมามีสัดส่วนการจองตั๋วผ่านแอพพลิเคชั่น 5-8% หรือ 2.5 ล้านใบ ในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20% หรือ 7.8 ล้านใบ จากทั้งหมด 39.4 ล้านใบ โดยสัดส่วนการซื้อตั๋วหนังแบ่งเป็นตู้คีออส 71% เคาน์เตอร์ 21% และแอพพลิเคชั่น 8% ในปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากแอพพลิเคชั่นเป็น 20% ส่วนเคาน์เตอร์เหลือ 5% และตู้คีออส 75%
หากมองเข้ามาที่เป้าหมายดังกล่าว จะพบว่า เมเจอร์พยายามที่จะกระตุ้นการใช้บริการของลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมา กลุ่มเป้าหมายหลักของเมเจอร์ที่มีการดูหนังในความถี่ค่อนข้างมาก ส่วนใหญ่จะเป็นคนรุ่นใหม่หรือคนกลุ่มมิลเลนเนียล ซึ่งคนกลุ่มนี้เข้าใจเทคโนโลยีอยู่แล้ว การนำเครื่องมือที่เป็นดิจิทัลมาใช้เป็นตัวช่วยในการกระตุ้นการใช้บริการจึงไม่ใช่เรื่อง ยากนัก
จากข้อมูลของคนที่ถือบัตรเอ็มเจนที่เมเจอร์เคยให้ข้อมูล พบว่า กลุ่มที่เป็นคนมิลเลนเนียลนี้จะมีความถี่ในการ ดูหนังค่อนข้างมาก คือเฉลี่ยสัปดาห์ละครั้ง เมเจอร์น่าจะมองถึงการต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้อื่นๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าแค่ การดึงให้เข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว
รายได้อื่นๆ ที่ว่านี้ จะมีทั้งในเรื่องของการขายสินค้าไลเซ่นที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา เมเจอร์มีการ เปิดร้าน “เมเจอร์ สโตร์” ที่ขายสินค้าเกี่ยวกับหนัง และน่าจะนำมาปลั๊กอินเข้าไปอยู่ใน Ecosystem ที่สร้างขึ้นนี้ด้วย เพื่อ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้น นอกจากนี้ ยังมีรายได้อื่นๆ จากการจับมือกับพันธมิตรในการทำกิจกรรมการตลาด ที่ในอนาคตอาจจะมีการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น
ปัญหาใหญ่ของตลาดโรงหนังในบ้านเราก็คือ คนที่เข้าโรงหนังเป็นประจำก็จะใช้บริการอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ขณะที่คนที่ใช้บริการนานๆ ครั้ง หรือไม่เคยใช้บริการ แม้จะทำอย่างไรก็ยังคงไม่ใช้บริการ ทำให้ตัวเลขการดูหนังเฉลี่ย ต่อหัวต่อปีของคนไทยมีออกมาค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ โดยในบ้านเรามีตัวเลขเฉลี่ยไม่ถึง 2 เรื่องต่อคน
การขับเคลื่อนการเติบโตผ่าน Ecosystem ที่สร้างขึ้น จึงเป็นการสร้างโอกาสการเติบโตทางธุรกิจที่ค่อนข้างลงตัว เพราะไม่เพียงแค่รายได้จากค่าตั๋วหนังเท่านั้น แต่ยังมีรายได้อื่นๆ ที่ตามเข้ามาอย่างไม่สิ้นสุด