"Cinema should be seen in the cinema!" เป็นประโยคที่ที่เราได้ยินถี่ขึ้นจากผู้กำกับและซูเปอร์สตาร์ฮอลลีวูดที่พร้อมใจกันออกมาปกป้อง “โรงภาพยนตร์” พร้อมยืนกรานว่า “ภาพยนตร์ที่ดี ต้องดูในโรงเท่านั้น”
ประเด็นนี้ร้อนระอุขึ้นท่ามกลางสตรีมมิ่งครองเมือง บางคนพูดถึงเรื่องนี้ว่าเหมือนคนแก่ขี้บ่นที่ยึดติดกับอดีต หรือเป็นแค่การตลาดเพื่อขายตั๋ว ในเมื่อสตรีมมิ่งก็ยังลุกขึ้นมาผลิตหนังเยอะแยะเต็มไปหมด นั่นเท่ากับว่าการจ้างนักแสดงเพิ่มขึ้นไปด้วย อุตสาหกรรมก็น่าจะโตขึ้นไม่ใช่หรือ จะเดือดร้อนอะไรกันนักหนา
แต่ถ้าเรากะเทาะเปลือกเข้าไปดูไส้ในจริงๆ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของ "ความโรแมนติก" แต่มันคือการปกป้อง จิตวิญญาณแห่งศิลปะ วัฒนธรรมร่วมของมนุษยชาติ และ ความอยู่รอดของอาชีพนักแสดง ที่กำลังถูกเทคโนโลยีใหม่กัดกิน
ทำไมฮอลลีวูดถึงยอมให้โรงหนังตายไม่ได้?
1. เพราะ "ภาพยนตร์" ไม่ใช่แค่ "คอนเทนต์"
สิ่งแรกที่ต้องเข้าใจคือ ผู้กำกับระดับโลกไม่ได้ถ่ายหนังเผื่อไว้ให้ดูบนมือถือ พวกเขาออกแบบงานภาพและเสียงสำหรับจอที่มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์ เกิดสุนทรียะที่หายไป เพราะงานภาพที่ถ่ายด้วยฟิล์ม 70mm หรือกล้อง IMAX ถูกออกแบบมาให้โอบล้อมสายตา และระบบเสียงในโรงหนังคือ 50% ของประสบการณ์ เสียงกระซิบจากมุมห้อง หรือเสียงเครื่องบินที่บินข้ามหัว คือสิ่งที่ Soundbar ที่บ้านให้ไม่ได้
อีกอย่างหนึ่งต้องยอมรับว่า โรงหนังคือสถานที่เดียวที่บังคับให้เราตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีปุ่ม Pause ไม่มีเสียงแจ้งเตือนไลน์ ห้องมืดสนิททำให้เกิดภาวะ "Suspension of Disbelief" หรือการลืมความจริงชั่วคราวได้สมบูรณ์ที่สุด การดูหนังที่บ้านจึงเป็นได้แค่การ "ดูคอนเทนต์" แต่การดูในโรงคือ "ประสบการณ์"
2. โรงหนังคือ พื้นที่ทางสังคม และจุดกำเนิด Pop Culture
ในมุมสังคมวิทยา โรงหนังทำหน้าที่เป็น Third Place หรือพื้นที่ทางสังคมที่สำคัญมากของวัฒนธรรมตะวันตก การหายไปของโรงหนังคือการหายไปของพิธีกรรมร่วมของมนุษย์ เพราะคนจำนวนหนึ่งมาดูสิ่งเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน ก็จะเกิดการพูดคุยกันหลังดูหนังจบ ผิดกับสตรีมมิ่งทำให้คนดูหนังคนละเรื่อง คนละเวลา ความเป็น Community จึงแตกสลาย
อีกอย่างการที่เราได้หัวเราะ ร้องไห้ หรือกรีดร้องไปพร้อมกับคนแปลกหน้าหลายร้อยคนในความมืด คือพลังงานพิเศษที่หน้าจอส่วนตัวมอบให้ไม่ได้ ฮอลลีวูดมองว่าสิ่งนี้คือ เวทมนตร์ที่ทำให้ดาราหนัง แตกต่างจากดารา YouTube
3. กับดักรายได้ และการล่มสลายของซูเปอร์สตาร์
ข้อนี้คือประเด็นที่คนนอกมักไม่รู้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้นักแสดงออกมา Call out กันมากที่สุด เพราะแม้สตรีมมิ่งจะสร้างปริมาณงานที่เยอะขึ้น แต่มันได้ทำลายโครงสร้างรายได้ที่เป็นธรรม
ในระบบเดิม ดาราระดับ A-List จะได้ส่วนแบ่งจากยอดขายตั๋ว ยิ่งหนังดัง ยิ่งรวย (เช่น Tom Cruise อาจได้โบนัส 100 ล้านเหรียญจาก Top Gun) แต่สตรีมมิ่งใช้ระบบเหมาจ่ายแบบก้อนเดียวจบ ไม่ว่าหนังจะฮิตแค่ไหน ดาราก็ไม่ได้เงินเพิ่ม
นอกจากนี้การนำหนังกลับมาฉายซ้ำทางทีวีที่เคยสร้างรายได้ให้นักแสดงกินยาวๆ ตลอดชีวิต แต่สตรีมมิ่งจ่ายส่วนนี้น้อยมาก ทำให้นักแสดงระดับกลางไม่สามารถยึดอาชีพนี้เป็นอาชีพหลักได้อีกต่อไป
Kimiko Glenn นักแสดงจากซีรีส์ฮิตระดับโลกอย่าง Orange Is the New Black ใน Netflix เปิดเผยว่าเธอได้รับเช็คค่าลิขสิทธิ์จากการฉายในต่างประเทศเพียง 27.30 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 900 บาท ทั้งที่ซีรีส์มียอดคนดูถล่มทลายและสร้างรายได้มหาศาลให้แพลตฟอร์ม
Aaron Paul พระเอกจาก Breaking Bad ออกมาแฉว่าเขาไม่ได้เงินแม้แต่ดอลลาร์เดียวจาก Netflix แม้ว่าซีรีส์จะยังติดเทรนด์ยอดนิยมอยู่เสมอก็ตาม
Chris Browning จากหนัง Bright เทียบให้ดูชัดๆ ว่า สมัยยุค DVD เขาเคยได้ส่วนแบ่งประมาณ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ8 แสนบาท แต่พอย้ายมาอยู่บน Netflix เขาได้เช็คส่วนแบ่งเพียง 271 ดอลลาร์สหรัฐหรือ 9,000 บาท รายได้หายไปเกือบ 100 เท่า
Scarlett Johansson ฟ้อง Disney โทษฐานผิดสัญญาเลือกฉาย Black Widow ผ่านทาง Disney+ ควบคู่กับโรงภาพยนตร์ ทำให้เธอไมได้โบนัสเพิ่มตามยอดขายตั๋ว ซึ่งคาดการณ์กันว่าเธอควรจะได้เงินก้อนนี้ราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,700 ล้านบาท
ที่สำคัญสตรีมมิ่งเปลี่ยนซูเปอร์สตาร์ให้กลายเป็นแค่นักแสดงในโรงงานผลิตคอนเทนต์ ดาราจะดังแค่วูบวาบตามอัลกอริทึมแล้วก็หายไป ไม่มีความขลัง หรืออำนาจต่อรองเหมือนยุคก่อน
เมื่อฮอลลีวูดบอกว่า "Cinema should be seen in the cinema" พวกเขาไม่ได้กำลังปฏิเสธเทคโนโลยี แต่พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อรักษา "คุณค่า" ของงานศิลปะ และรักษา "ระบบนิเวศ" ที่ทำให้คนทำงานเบื้องหน้าและเบื้องหลังสามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างสมศักดิ์ศรี
เพราะถ้าวันหนึ่งโรงหนังตายไปจริงๆ เราอาจจะเหลือแค่คอนเทนต์ให้ไถดูฆ่าเวลา แต่เราอาจจะไม่เหลือภาพยนตร์ที่เป็นความทรงจำร่วมกันของคนทั้งโลกอีกต่อไป