สมาคมผู้ค้าปลีกไทยเผยภาพรวมค้าปลีกครึ่งปีแรกของปี 62 กำลังซื้อของผู้บริโภคเป็นไปในทางเติบโต ต่ำกว่าที่ควรเป็น พร้อมเสนอรัฐบาลพิจารณาลดภาษีสินค้าแบรนด์หรู , จัดใหญ่ ไทยแลนด์ แบรนด์ เซลล์ เอาใจนักท่องเที่ยว, ปรับเพิ่มค่าจ้างผู้สูงอายุ, ผลักดันประกาศกฎระเบียบค่าจ้าง ขั้นต่ำแบบรายชั่วโมง อีกทั้งส่งเสริมการค้าชายแดน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและกระจายรายได้อย่างทั่วถึง
นายวรวุฒิ อุ่นใจ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2561 ที่ผ่านมา มีสัญญาณการฟื้นตัวขึ้นในทุกหมวดสินค้า แต่อาจมีการชะลอตัวเล็กน้อยในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ส่งผลให้ GDP ทั้งประเทศตลอดปี 2561 เติบโตราวร้อยละ 4.0-4.2 แต่ภาคค้าปลีกมีการเติบโตเพียงร้อยละ 3.1 ทั้งนี้ภาคการค้าปลีกมีความสำคัญต่อประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยภาคการค้าปลีก-ค้าส่งมีสัดส่วน GDP ด้าน การผลิต ร้อยละ 16.1 เป็นอันดับ 2 รองลงมาจากภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้การขยายตัวของภาคค้าปลีกค้าส่งนำการพัฒนาสู่จังหวัดต่างๆ ทำให้เกิดการจ้างงานมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 16 ของการจ้างงานทั้งประเทศ โดยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ภาคค้าปลีกมีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยอดเม็ดเงินการลงทุนของกลุ่มค้าปลีก (Modern Chain Store) จากปี 2016-2018 อยู่ที่ประมาณ 130,200 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละประมาณ 43,400 ล้านบาท) ซึ่งนับเป็นอัตราที่สูงมากและสูงกว่าการก่อสร้างบีทีเอส (123,300 ล้านบาท) หรือการประมูลคลื่น 4G 900 MHz (76,000 ล้านบาท) อีกด้วย ซึ่งการลงทุนของกลุ่มค้าปลีก โมเดิร์น เชน สโตร์ ก่อให้เกิดการจ้างงานโดยตรงกว่า 210,000 คนต่อปี และการจ้างงานทางอ้อมอีกกว่า 150,000 คน ซึ่งทางสมาคมผู้ค้าปลีกไทยมีความกังวลอย่างยิ่งว่าภาคค้าปลีกอาจจะไม่สามารถรักษาระดับการลงทุนเช่นนี้ได้อย่างต่อเนื่อง ถ้าหากการเติบโตด้านยอดขายค้าปลีกยังมีทิศทางทรงตัวอย่างต่อเนื่องเช่นนี้