การเปลี่ยนชื่อ และเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ Trading แบบเดิม มาสู่ตำแหน่งทางการตลาดใหม่ในฐานะเป็นผู้ให้บริการด้านการขยายตลาด ถือเป็นการสร้างแบรนด์ที่ต้องการให้แบรนด์ DKSH เป็นมากกว่า Distributor จากที่ผ่านมาในอดีตสมัยที่ยังชื่อดีทแฮล์มนั้น ไม่มีการทำแบรนด์อย่างจริงจังมากนัก อีกทั้งทำให้การทำตลาดของ DKSH มีบริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง – ปลายทาง
รูปแบบการให้บริการขยายตลาด น่าจะดึงลูกค้า/คู่ค้าเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลาง – เล็ก ที่ต้องการขยายตลาด เพราะจุดแข็งของ DKSH คือ การมีเครือข่ายการทำธุรกิจในพื้นที่ต่างๆ กว่า 460 พื้นที่ใน 35 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียที่เป็นตลาดหลักของ DKSH ที่สามารถทำยอดขายได้มากกว่า 94% ของยอดขายรวม โดยมีประเทศไทย เป็นตลาดใหญ่ของภูมิภาคดังกล่าว, มีศูนย์กลางกระจายสินค้ามากกว่า 170 แห่ง, คู่ค้ามากกว่า 5,500 ราย และลูกค้ามากกว่า 550,000 ราย
ด้วยความเป็นองค์กรที่มีแขนขากว้างขวางเช่นนี้ ทำให้ DKSH มีอำนาจการต่อรองกับช่องทางการจัดจำหน่ายสูง และส่งผลให้สินค้าหลายแบรนด์ของลูกค้า/คู่ค้า สามารถกระจายสินค้าเข้าช่องทางต่างๆ ได้ทั่วถึง
ขณะเดียวกันการปรับเปลี่ยนแนวทางการทำตลาดของ DKSH สอดคล้องกับเทรนด์การแข่งขันธุรกิจ Distributor ระดับโลก ที่ต้อง Add Value การให้บริการแบบครบวงจรทั้งระบบ Supply Chain กับลูกค้า/คู่ค้า
เนื่องจากปัจจุบันในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา, ทางยุโรป, ญี่ปุ่น ระบบช่องทางจัดจำหน่ายเริ่มลดความซับซ้อนลง เพราะโมเดิร์นเทรด และออนไลน์ เข้ามามีความสำคัญในระบบค้าปลีกมากขึ้น และโมเดิร์นเทรดเหล่านี้ ได้ใช้บริการ Logistic
ขณะเดียวกันโมเดิร์นเทรดบางแห่ง โดยเฉพาะรายใหญ่ ยังทำหน้าที่เป็นผู้บริหารจัดการสินค้าแบบครบวงจรด้วยตนเอง หรืออย่างในประเทศญี่ปุ่น เราจะเห็นว่าตู้กดอัตโนมัติ เป็นหนึ่งในช่องทางกระจายสินค้าที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ดังนั้นการกระจายสินค้าตาม Vending Machine ส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพา Logistic เป็นหลัก
ขณะที่ประเทศที่มีช่องทางการจัดจำหน่ายซับซ้อน เพราะมีช่องทางค้าปลีกขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศ อาทิ กลุ่มประเทศ CLMV , สิงคโปร์, จีน ยังคงต้องใช้บริการจาก Distributor ก็ตาม แต่ Distributor หลายรายก็ปรับตัวมาให้บริการครบวงจรมากขึ้น
การปรับตัวในครั้งนั้นเป็นการ Added Value เพื่อช่วยคู่ค้าของ DKSH อย่างในธุรกิจเคมีภัณฑ์ ทาง DKSH ไม่ได้ขาย Raw Material อย่างเดียว แต่เอามาพัฒนาเป็น Solution ให้กับบริษัทที่ซื้อ Raw Material ไม่ใช่เป็นการซื้อมา – ขายไป แต่เป็นการให้บริการแบบครบวงจร โดยจะทำกับทุกกลุ่มสินค้า ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มธุรกิจ Healthcare, กลุ่มคอนซูเมอร์ โปรดักต์ อย่างแบรนด์ลีวายส์ บริษัททำทุกอย่างหมด ตั้งแต่ผลิตไปจนถึงจัดจำหน่าย สินค้า Luxury ที่ DKSH ทำตั้งแต่นำสินค้าเข้ามา สร้างแบรนด์ หรือถ้าลูกค้าต้องการให้ช่วยด้านการตลาด ก็จะช่วยทำการตลาด ต้องการเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ ก็จะปรับเปลี่ยนให้ได้ การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเคมีภัณฑ์ เป็นบริการหลังการขายที่ทำงานร่วมกับคู่ค้า
นอกจากการให้บริการทั้ง Supply Chain ของ DKSH Group ที่ถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ ซึ่งมีความพร้อม และความได้เปรียบแล้ว ยังมีอีกหนึ่งบริษัทที่มีความแข็งแกร่ง และมี Business Model ใกล้เคียงกับ DKSH คือ Li & Fung ที่ให้บริการ Supply Chain ทั่วโลก โดยมีตลาดหลักอยู่ในแถบเอเชีย รวมถึงประเทศไทย
ลักษณะทำงานของ Li & Fung มีความโดดเด่นตรงที่สามารถ Outsource วัตถุดิบต่างๆ จากเครือข่ายโรงงานทั่วโลก ทำให้เข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่ดี ถูกและเร็วกว่า ส่งผลให้ควบคุมต้นทุนราคา ค่าขนส่ง โดย Li & Fung Group มีบริษัทในเครืออย่าง The IDS Group ที่ให้บริการแบบ Integrated-Distribution Services ใน 3 ธุรกิจหลัก ได้แก่ การตลาด, ลอจิสติกส์, การผลิต
เชื่อว่าแนวโน้มในอนาคตของ Distributor ที่มีความพร้อมด้านเครือข่าย จะเริ่มปรับบทบาทมาให้บริการทั้งระบบ Supply Chain พร้อมหาบริการใหม่ๆ ที่แตกต่าง และหลากหลายมาตอบสนองแก่คู่ค้า/ลูกค้า
นี่จะเป็นมิติการดำเนินธุรกิจของ DKSH นับจากนี้ ที่ต้องการเป็นมากกว่า Distributor