ธุรกิจขนส่งพัสดุชิ้นเล็กในประเทศไทยยังคงอยู่ในสมรภูมิการแข่งขันที่รุนแรงอย่างต่อเนื่อง และเติบโตขึ้นท่ามกลางโครงสร้างตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากแรงขับเคลื่อนของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แพลตฟอร์มดิจิทัล และผู้เล่นรายใหม่ในกลุ่ม Tech Company ที่ก้าวลงมาทำโลจิสติกส์ด้วยตัวเอง โครงสร้างการแข่งขันในวันนี้จึงไม่ได้วัดกันเพียง “ราคา” หากแต่เป็นเรื่องของความสามารถในการเชื่อมต่อหลายแพลตฟอร์ม และการเสริมสร้างประสบการณ์ลูกค้าในแบบ End-to-End ที่ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

ไปรษณีย์ไทยในฐานะผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย สะท้อนภาพการรับมือต่อความเปลี่ยนแปลง ด้วยแผนการปรับตัวในทุกมิติ เพื่อเชื่อมต่อได้รวดเร็วกับทุกช่องทางใหม่ที่เกิดขึ้น ตั้งแต่แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึง AI Commerce ที่เริ่มเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมการสั่งซื้อ นโยบายปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการรักษาปริมาณการใช้บริการ แต่คือการบริหารคุณภาพ การควบคุมประสบการณ์ และการลงทุนด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ Digital Touchpoint และ Digital Twins อย่างจริงจัง ขณะเดียวกันยังต้องบริหารต้นทุนปฏิบัติการจากบริการรับพัสดุที่กระจายตัวมากขึ้นให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะการแข่งขันในวันนี้ต้องมีทั้งเรื่องความเร็ว ความแม่นยำ และความสามารถในการปรับตัวอย่างเต็มที่

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า สถานการณ์ของธุรกิจขนส่งพัสดุชิ้นเล็กในไทยยังคงเติบโตต่อเนื่องด้วยการแข่งขันที่รุนแรงและมีแนวโน้มมากขึ้นต่อเนื่องในทุกแพลตฟอร์ม โดยมีปัจจัยหลักมาจากการซื้อขายออนไลน์ (E-commerce) ความท้าทายสำคัญจึงเป็นเรื่องความหลากหลายของช่องทางการขายทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่แต่ละช่องทางมีข้อกำหนด และข้อจำกัดในการขนส่งที่แตกต่างกัน รวมถึงการเกิดขึ้นของช่องทางใหม่ๆ อย่าง AI Commerce

ปีนี้ ไปรษณีย์ไทยจึงให้ความสำคัญกับแผนงานที่มุ่งเน้นการปรับกระบวนการทำงานให้เหมาะสมในแต่ละช่องทางรวมถึงการติดตามและปรับระบบเพื่อเชื่อมต่อกับช่องทางใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น โดยการควบคุมคุณภาพให้ได้ตามมาตรฐานในแต่ละช่องทางมีการบริหารจัดการระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อรวบรวมพัสดุจากสถานที่ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคำนึงถึงต้นทุนและการจัดการ Pickup Service ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงแผนการลงทุนเทคโนโลยีในด้านต่างๆ เช่น Digital Mailbox, Print & Post, Digital Post ID (D/ID) และเชื่อมโยงกับการยกระดับโครงสร้างจาก Physical Network ไปสู่ Digital Network
สิ่งสำคัญคือการสร้างประสบการณ์ลูกค้า โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านปฏิบัติการและการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึงการเฝ้าระวังและปรับตัวเพื่อตอบกับการแข่งขันด้านราคาที่ยังคงมีอยู่ และโฟกัสกับการขับเคลื่อนสู่ดิจิทัลโดยเฉพาะการลงทุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนา Digital Touchpoint การสร้าง Digital Twins เพื่อยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้บริการที่ต้องมีความทันสมัย และเพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพ ในวันที่ปริมาณการใช้บริการยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าในบางช่องทางยังมีการแข่งขันด้านราคา แต่ไปรษณีย์ไทยเลือกใช้กลยุทธ์ปรับกลไกราคาให้เหมาะในแต่ละเซกเมนต์มากกว่าการลงไปสู้ในสงครามราคาเต็มรูปแบบ
“ในมุมของไปรษณีย์ไทยแต้มต่อที่แท้จริงไม่ใช่ต้นทุนต่ำที่สุด แต่คือ “ความเชื่อมั่น” ที่สั่งสมมายาวนาน ซึ่งผู้ใช้บริการมั่นใจว่าส่งของกับไปรษณีย์ไทยของจะไม่สูญหาย ไม่เสียหาย เพราะเราควบคุมในทุกกระบวนการจัดการอย่างเข้มงวดมาโดยตลอด ส่งผลให้สถิติของเสียหายหรือได้รับของช้ามีอัตราที่ลดลง ในขณะที่วอลุ่มการส่งยังเพิ่มขึ้น”
ดร.ดนันท์ กล่าวเสริมว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของปีที่ผ่านมาคือการสร้างรูปแบบการสื่อสารที่ตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น Lifestyle Brand เพื่อเชื่อมโยงทุกมิติของชีวิตคนไทย และส่งผลต่อการสร้างการจดจำในมิติต่างๆ ผ่านแนวคิด Redefining Touchpoints เพื่อยกระดับการสื่อสารให้เข้ากับยุคสมัยและคนรุ่นใหม่มากขึ้น โดยเน้นสร้างการรับรู้ในมุมมองต่างๆ ที่ถือเป็น DNA ของไปรษณีย์ไทย คือ จดหมาย แสตมป์ ตู้ไปรษณีย์ และบุรุษไปรษณีย์ ด้วยการนำเสนอกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้แก่
“จดหมายแห่งมิตรภาพ” การจัดงานแสตมป์เอเชียร่วมกับสมาคมนักสะสมแสตมป์และเฉลิมฉลอง 50 ปีความสัมพันธ์ไทย-จีน โดยเชิญศิลปินมาร่วมกิจกรรม สร้างความน่าสนใจให้กับคนรุ่นใหม่
“แสตมป์เบญจภาคี” การนิยามแสตมป์ให้เป็น Content Delivery Platform ผ่านการนำเสนอเรื่องราวของแสตมป์ชุดพิเศษเบญจภาคีที่ผ่านการทำพิธีพุทธาภิเษก โดยได้รับความสนใจจากผู้บริโภคสามารถจำหน่ายหมดภายในเวลาอันสั้น สะท้อนภาพคุณค่าคอนเทนต์ของแสตมป์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจรวมถึงการผลิต iStamp ร่วมกับศิลปิน หรือจากคอนเทนต์ยอดนิยมเพื่อดึงดูดความสนใจของคนรุ่นใหม่และกลุ่มแฟนคลับของศิลปิน

“ตู้ไปรฯ สตอรี่” การนำตู้ไปรษณีย์สีแดงคลาสสิกอยู่คู่คนไทยมายาวนาน มาสร้างเป็นจุดเช็กอินไลฟ์สไตล์ และพื้นที่สร้างคอนเทนต์บนโซเชียลเป็นหนึ่งในแคมเปญเพื่อการขับเคลื่อนแบรนด์ไปรษณีย์ไทยให้เข้าไปใกล้ชิดกับวิถีชีวิตผู้คนมากขึ้น โดยนำมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยเพื่อสร้าง Touchpoint Experience ด้วยคอนเซ็ปต์ต่างๆ เช่น ตู้ไปรฯ พลังบวก ตู้ไปรฯ เปิดโลก เป็นต้น สะท้อนความเป็น Content Culture ที่กลายเป็นสัญลักษณ์ร่วมที่ทุกคนเข้าถึงได้

“บุรุษไปรษณีย์” ที่เพิ่มบทบาทจากผู้ส่งของสู่การเป็น Retail Channel และ Data Collector ที่สามารถสำรวจสินทรัพย์ เก็บรวบรวมข้อมูลตลาด หรือแม้แต่การจับคู่ความต้องการและนำเสนอสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้า โดยไม่ต้องเดินทางออกจากบ้านมาซื้อสินค้าโดยไม่มีค่าจัดส่ง ซึ่งบุรุษไปรษณีย์ยังมีส่วนสำคัญในการสร้าง Organic Viral จากการสร้างโอกาสในการช่วยเหลือสังคมในเรื่องต่างๆ
“ถ้าเราไม่ปรับตัว วันนี้อาจยังอยู่ได้ แต่ในอีก 5-10 ปีข้างหน้า เราอาจค่อยๆ หายไปจากความทรงจำของคนรุ่นใหม่ เพราะคนเจนใหม่ไม่ได้ส่งจดหมายแบบซองกันแล้ว และพฤติกรรมการสื่อสารและการใช้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เราจึงต้อง Redefine Touchpoint ในด้านต่างๆ ของไปรษณีย์ไทยทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแสตมป์ ตู้ไปรษณีย์ หรือบทบาทของบุรุษไปรษณีย์ เพื่อให้แบรนด์ยังคงมีความหมายในบริบทชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่”
“เรากำลังขับเคลื่อนตัวเองไปเป็น Lifestyle Logistics ดังนั้น POST Café จึงเป็นหนึ่งในช่องทางที่ทำให้คนเข้าถึงบริการของไปรษณีย์ในรูปแบบอื่นหากถามว่าทำไมเราถึงทำเรื่องของ Lifestyle Logistics เพราะเรามองว่า ธุรกิจ Logistics ปกติลูกค้ามาใช้บริการแล้วได้ประสบการณ์ที่ดีที่สุดคือเร็ว ง่าย สะดวก แต่สิ่งเหล่านี้กลับทำให้จุดสัมผัสระหว่างเรากับลูกค้าน้อยลง ทำให้เราเข้าใจลูกค้าน้อยลง เราจึงต้องขับเคลื่อนไปสู่เรื่องของไลฟ์สไตล์ เพราะทำให้เราอยู่ในวงจรชีวิตของเขามากกว่าเรื่องการส่งของ”

ไปรษณีย์ไทยจึงผลักดันให้ POST Café มีบทบาทสำคัญด้วยการออกแบบกิจกรรมโดยใช้พื้นที่ของร้านที่สามารถเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น อาทิ กิจกรรม “คู่หู คู่ซี้เดอะคาเฟ่” จุดกระแส Pet Community ร่วมกับโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUVET) สร้างพื้นที่ให้กับคนรักสัตว์และคอกาแฟพร้อม “เพื่อน 4 ขา” สร้างเป็นคอมมูนิตี้อีเวนต์ด้วยกิจกรรมต่างๆ เช่น บริการตรวจสุขภาพสัตว์ ฉีดวัคซีน ฝังไมโครชิปฟรี และกิจกรรมที่ให้เจ้าของและสัตว์เลี้ยงได้สร้างความทรงจำร่วมกัน และยังเป็นกิจกรรมต่อยอดบริการส่งยาและเวชภัณฑ์สำหรับสัตว์ (Tele-Vet) ที่ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญอีกด้วย
ในด้านสื่อสารการตลาด ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญกับการสื่อสารผ่านตัวบุคคลด้วยการใช้ KOL Marketing โดยเฉพาะในกิจกรรมที่ต้องการเข้าถึงคนรุ่นใหม่ รวมถึงการเผยแพร่เรื่องราวจากประสบการณ์ทำงานที่เกิดขึ้นจริงของบุรุษไปรษณีย์ที่สามารถสร้าง Organic Engagement บนโซเชียลได้ดี และช่วยสร้าง Brand Love ที่แท้จริงให้เกิดขึ้นได้ ทางไปรษณีย์ไทยจึงให้ความสำคัญกับการยกย่องพนักงานที่ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวก และปลูกฝังค่านิยมเรื่องงานบริการผ่านการเรียนการสอนในโรงเรียนการไปรษณีย์ เพื่อสร้าง DNA ของบุรุษไปรษณีย์ที่ดีให้เกิดขึ้นในทุกเจนเนอเรชัน

วันนี้ การเดินหน้าผ่านกลยุทธ์เชิงรุกในรูปแบบต่างๆ นอกจากจะทำให้ไปรษณีย์ไทยบรรลุเป้าหมายด้านการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้ยังหลอมรวมเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ด้วยผลการสำรวจวิจัย 2026 Thailand’s Most Admired Brand ด้วยรางวัลอันดับ 1 กลุ่มขนส่งพัสดุภัณฑ์ชิ้นเล็ก (B2C) หมวดบริการขนส่ง สะท้อนภาพความเชื่อมั่นและความไว้วางใจสูงสุดจากคนไทยทั่วประเทศ
ในท้ายที่สุด ไม่ว่าตลาดจะเปลี่ยนเร็วเพียงใด เทคโนโลยีจะยกระดับไปไกลแค่ไหน หรือสมรภูมิการแข่งขันจะรุนแรงขึ้นอีกกี่ระดับ สิ่งที่ทำให้ไปรษณีย์ไทยยังคงยืนอยู่ในฐานะแบรนด์ที่ผู้บริโภคยอมรับไม่ได้อยู่ที่ความเร็วเพียงอย่างเดียวแต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอของการสร้างประสบการณ์ที่ต้องสอดรับกับความคาดหวังของผู้บริโภค เพื่อทำให้ “ความเชื่อมั่น” เกิดขึ้นเพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความยั่งยืนในระยะยาว
“หัวใจสำคัญของการเป็น Top of Mind Brand จึงเป็นเรื่องของ ‘ความเชื่อมั่น’ เราให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพในทุกขั้นตอนเพื่อให้สามารถอยู่ในจุดเดิมได้ไม่ว่าตลาดจะแข่งขันกันรุนแรงแค่ไหน แต่หากความเชื่อมั่นลดลง ทุกอย่างก็จบ การรักษาความไว้วางใจของคนไทยทั้งประเทศจึงเป็นภารกิจสำคัญที่สุดที่ต้องดูแล” ดร.ดนันท์ กล่าว