อีกไม่นานนี้อุตสาหกรรมหนึ่งที่จะเจอกับ Technology Disruption ก็คือ ธุรกิจโรงพยาบาล เพราะรายงานจากPrice Water House Coopers ที่ปรึกษาระดับโลกได้คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า หรือในปี 2573 วงการแพทย์จะถูก Disrupt ครั้งยิ่งใหญ่ สังเกตได้จากบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง IBM's Watson, Amazon, Google, Ping An, Alphabet และ Philips ซึ่งบางรายไม่เคยอยู่ในแวดวงการแพทย์ ไปจนถึงบริษัทยาและบริษัทสตาร์ทอัพได้เพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว และกระโจนเข้าสู่ธุรกิจนี้โดยเข้ามามีบทบาทในหลายๆ ส่วนด้วยกัน อาทิ การวินิจฉัยโรคโดยใช้ AI การใช้แพลตฟอร์มต่างๆ หรือแม้แต่การใช้ Big Data ร่วมด้วย ทั้งยังมีการประมาณการณ์ถึงอัตราการเติบโตของตลาดปัญญาประดิษฐ์ด้านการดูแลสุขภาพและวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ว่าจะเติบโตถึง 40% ต่อปี เป็น 6.6 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2564 เนื่องด้วยได้มีการลงทุนเริ่มทะลักเข้ามาNew Player ดังกล่าว
แต่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ไม่รอช้า เดินหน้าสู่การเป็นSmart Hospital อย่างสมบูรณ์แบบในอีก 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบัน เภสัชกรหญิงอาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร (CEO) โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ กล่าวว่ามีความคืบหน้าไปแล้วกว่า 70% หลังจากที่โรงพยาบาลได้นำเทคโนโลยีอันก้าวหน้ามาใช้ทั้งด้านการรักษา และบริหารจัดการองค์กรมาใช้ในโรงพยาบาลในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เรามาดูกันว่าโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์นำเทคโนโลยีมาใช้ในส่วนใดบ้าง
วิธีการดูแลรักษาผู้ป่วย มีแนวทางดูแลแบบ Holistic Care
- มุ่งเน้นไปที่การดูแลเชิงป้องกัน (Prevention) ไม่ให้เกิดโรค โดยอาศัยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Next-Generation Sequencing Technology (NGS) ช่วยให้สามารถคาดการณ์ความเสี่ยงในการโรค (Prediction) เช่น สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์ DNA หาความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง หรือความเสี่ยงการแพ้ยาบางชนิด รวมถึงการนำมาใช้ในการตรวจรักษาโรคได้อย่างแม่นยำและจำเพาะต่อตัวบุคคล (Precision and Personalization) เพื่อให้เข้าใจถึงรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วยแต่ละราย (DNA Wellness) ซึ่งจะช่วยให้สามารถกำหนดแนวทางการรักษาเพื่อดูแล รวมถึงส่งเสริมสุขภาพที่ดีและเหมาะสมที่สุดแก่ตัวผู้ป่วย
- ทำงานร่วมกับศูนย์ส่งเสริมสุขภาพไวทัลไลฟ์ (VITALLIFE) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของโรงพยาบาลอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งมอบการดูแลรักษาสุขภาพที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ใช้ Big Data, Artificial Intelligence เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูแลสุขภาพ
- ร่วมมือกับ BIOTIA ผู้นำสตาร์ทอัพด้านบริการเทคโนโลยีสุขภาพ สหรัฐอเมริกา ในการเก็บข้อมูลและค้นคว้าวิจัย โดยอาศัย NGS Technology, Big Data เพื่อศึกษาปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยและวาระเร่งด่วนระดับโลก ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถระบุเชื้อก่อโรคได้รวดเร็วภายใน 6 ชั่วโมง ทำให้ช่วยลดการใช้ยา และป้องกันปัญหาการเกิดเชื้อดื้อยาได้จากวิธีการเดิมที่ต้องอาศัยการเพาะเชื้อ อย่างน้อย 2-3 วัน ในระหว่างนั้นแพทย์จะให้การรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะซึ่งครอบคลุมในวงกว้าง เมื่อได้รับผลเพาะเชื้อแล้ว จึงสามารถลดหรือปรับเปลี่ยนยาให้จำเพาะต่อเชื้อได้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาประมาณปีละ 700,000 ราย
- IBM Watson เป็นเทคโนโลยี Cognitive Computing ที่จะเข้ามาช่วยแพทย์รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ทั้งวินิจฉัยโรค และเสนอแนวทางการรักษาเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้กับผู้ป่วย
- ซีบรา เอไอ (Zebra AI) เป็น AI ที่ใช้ร่วมกับ CT Scan เพิ่มความแม่นยำในการอ่านข้อมูลทางด้านรังสีรักษา และสามารถตรวจได้ถึง 4 โรคได้ในครั้งเดียวกัน ประกอบด้วยโรคถุงลมโป่งพอง เลือดออกในสมอง ไขมันพอกตับ และภาวะกระดูกแตก
นำเทคโนโลยีมาสร้าง Connected, Team เชื่อมโยงบุคลากรทางการแพทย์และทีมงานให้สามารถเข้าถึงผู้ป่วย
- Telehealthเป็น Communication platform ที่ให้ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ที่มีความสามารถและความชำนาญตรงต่อโรคและความต้องการของผู้ป่วยสามารถให้ความรู้และคำแนะนำที่ถูกต้องเข้าใจง่าย เข้าถึงได้ง่าย
- Tele Medicine & Tele Consultation เทคโนโลยีการแพทย์ทางไกลที่ร่วมกับ iDoctorเข้ามาช่วยให้คำปรึกษาผู้ป่วย และลดข้อจำกัดเรื่องการเดินทางและช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งสามารถเชื่อมต่อสำนักงานตัวแทนในต่างประเทศ (Referral Office) ที่มีอยู่ 40 แห่งทั่วโลกได้ด้วย
- Remote Interpreter เป็นระบบที่เข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ล่ามในการแปลภาษาให้กับผู้ป่วยผ่านอุปกรณ์การสื่อสารโดยที่ไม่จำเป็นต้องไปอยู่กับแพทย์หรือผู้ป่วย ซึ่งเจ้าหน้าที่ล่ามของทางโรงพยาบาลจะต้องผ่านการอบรมและทดสอบการแปลความหมายที่ถูกต้องในทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการสื่อสารถึงข้อมูลในการรักษาที่ถูกต้องและครบถ้วน ผ่านการบริการที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น
- เปลี่ยนระบบ Hospital Information System (HIS) ตั้งแต่เดือนมีนาคมปีที่ผ่านมา ทำให้เชื่อมต่อ Interface กับระบบต่างๆ ได้ง่ายขึ้น และเพิ่มความปลอดภัยของผู้ป่วยได้ เพราะช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ในแผนกต่างๆ ของโรงพยาบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างง่ายดายและปลอดภัยในแบบเรียลไทม์
นอกจากการดำเนินงานที่มุ่งเน้นใน 3 ส่วนหลักๆ แล้ว Core Value อีกอย่างหนึ่งที่ รพ.บำรุงราษฎร์ ให้ความสำคัญมาโดยตลอดระยะเวลา 39 ปีก็คือ การยกระดับมาตรฐานและคุณภาพความปลอดภัยของผู้ป่วยสูงสุด
นายแพทย์กรพรหม แสงอร่าม ที่ปรึกษา CEO ด้านมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ป่วย กล่าวว่า รพ.บำรุงราษฎร์ มีนโยบายด้านคุณภาพและความปลอดภัยต่างๆ ภายในโรงพยาบาล (Patent Safety)เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด ซึ่งถือเป็นศาสตร์แรกในแขนงเพื่อยับยั้งความผิดพลาดในการรักษาพยาบาล และยังช่วยลดอัตราผู้ป่วยเสียชีวิตจากการติดเชื้อภายในโรงพยาบาล ประกอบด้วย
- ระบบบริหารนิรภัย หรือ Safety Management System (SMS) ที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมการบินมาใช้ในโรงพยาบาล ประกอบไปด้วย นโยบายในเรื่อง Blameless ส่งเสริมให้บุคลากรได้รายงานเมื่อเปิดปัญหาที่เพื่อที่จะได้แก้ไขในเชิงระบบได้อย่างทันท่วงทีและตรงจุด , Risk Management สามารถประเมิน และจัดการความเสี่ยงได้ล่วงหน้า, Assurance รับประกันคุณภาพผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก และ Safety Promotion เป็นการรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องความปลอดภัยของบุคลากรในระบบเดียวกับ Crew Resource Management ที่ใช้ในธุรกิจสายการบินเช่นกัน
- ฉีดพ่นละอองน้ำเพื่อลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ
- การตรวจสอบระบบห้องแยกโรคแพร่เชื้อทางอากาศ การตรวจการส่งกำจัดของเสียของสารเคมีอันตราย การควบคุมคุณภาพของยา
- นำหุ่นยนต์มาช่วยในการจัดยา (Pharmacy robot) สำหรับผู้ป่วยในมาตั้งแต่ปี 2551 ด้วยงบลงทุนกว่า 100 ล้านบาท นับเป็นเทคโนโลยีการจัดการยาที่มีความแม่นยำสูง รวดเร็ว และช่วยป้องกันความคลาดเคลื่อนจากการจัดจ่ายยาให้กับผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี ผู้ป่วยจะได้รับยาที่ถูกต้อง ถูกขนาด ถูกเวลา เป็นไปตามที่แพทย์สั่ง ช่วยลดระยะเวลาการรอรับยา โดยมีแผนกำลังจะขยายการใช้หุ่นยนต์จัดยาสำหรับผู้ป่วยนอกภายในปลายปี 2562 อีกด้วย