โรคเกี่ยวกับกระดูกเป็นหนึ่งในโรคที่มีอาการปวดมากที่สุด แต่ทำไมมักถูกมองว่าไม่เร่งด่วน?
นิ้วล็อก ปวดกระดูกสันหลัง ข้อเท้า ข้อสะโพก หรือข้อเข่า ใครที่เคยมีอาการเหล่านี้น่าจะเข้าใจดีว่าไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดทางร่างกาย แต่คือความทรมานที่รบกวนทุกจังหวะชีวิต ตั้งแต่นั่งทำงาน ขับรถ เดิน ไปจนถึงนอนหลับในแต่ละคืน
นายแพทย์ชัยเดช สระสมบูรณ์ แพทย์ช่วยบริหารและศัลยแพทย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล บอกถึงประเด็นที่น่าสนใจว่า โรคเกี่ยวกับกระดูกเป็นกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยปวดมาก แต่เมื่อมาหาหมอมักถูกจัดอยู่ในกลุ่มไม่เร่งด่วน เมื่อเทียบกับสมอง หัวใจ หรือภาวะฉุกเฉินอื่นๆ
หากปวดเกี่ยวกับกระดูก คำถามสำคัญไม่ใช่จะรักษายังไง แต่คือเรากำลังปรึกษาตัวจริงอยู่ใช่ไหม โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของคนหนึ่งคนไปตลอดกาล ขณะเดียวกันความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ผู้ป่วยตัดสินใจรักษาเร็วเกินไปหรือไม่ก็ช้าเกินไป นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวเบื้องหลังทีมแพทย์ Spine ที่ไม่ได้เก่งแค่การผ่าตัด แต่คือการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้ป่วยทุกคน


เมื่อพูดถึง “หมอกระดูก” คนทั่วไปอาจนึกถึงแพทย์ที่รักษาอาการปวดหลัง กระดูกหัก หรือข้อเสื่อมแบบองค์รวม แต่ในโลกของแพทย์เฉพาะทาง ศัลยกรรมออร์โธปิดิกส์ (Orthopedic Surgery) ได้ถูกพัฒนาเป็นระบบความชำนาญที่แยกย่อยในเชิงลึก เพื่อให้แพทย์แต่ละคนได้โฟกัสเฉพาะในสิ่งที่ถนัดและผ่านการทำซ้ำจนเกิดความเชี่ยวชาญ
นายแพทย์ชัยเดช มองว่าความเชี่ยวชาญที่แท้จริงเกิดจากการทำเรื่องเดียวซ้ำๆ จนเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทุกรายละเอียด รู้ว่าตัวเองเคยพลาดตรงไหน เพราะการผ่าตัดแต่ละครั้งไม่มีทางสมบูรณ์แบบ 100% ต่อให้วันนี้เราทำได้ 95% หน้าที่ของแพทย์คือต้องกลับมาถามตัวเองว่า อีก 5% ที่เหลือเราจะทำให้ดีขึ้นกว่านี้ได้อย่างไร

นอกจากนี้คำว่า “ตัวจริง” ไม่ได้หมายถึงหมอเก่งเพียงคนเดียว แต่หมายถึงระบบการรักษาทั้งหมดที่ออกแบบเพื่อผลลัพธ์การรักษาของผู้ป่วยที่ดีที่สุด ตั้งแต่ทีมแพทย์เฉพาะทาง Sub-Specialty ที่แบ่งความรับผิดชอบอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ด้านอุบัติเหตุกระดูกหัก กระดูกสันหลัง ข้อเข่า สะโพก มือ เท้า ไหล่ กระดูกเด็ก เนื้องอกกระดูก ไปจนถึงแพทย์เฉพาะทางภาวะกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ รวมถึงโครงสร้าง Facility ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ป่วยโรคกระดูกโดยเฉพาะ รวมถึงกระบวนการตัดสินใจร่วมกันของทีมสหสาขาวิชาชีพ
ถ้าเปรียบทีมแพทย์เฉพาะทางคือหัวใจของการรักษา Facility ก็คือโครงสร้างที่ทำให้หัวใจทำงานได้เต็มศักยภาพ เพราะที่โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โรงพยาบาลเพื่อกระดูกและสมอง ศูนย์กระดูกถูกออกแบบให้เป็นอาคารสำหรับผู้ป่วยกระดูกโดยเฉพาะ ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ห้องตรวจ ห้องผ่าตัด และพื้นที่ฟื้นฟู โดยอาคารแห่งนี้สร้างเสร็จในปี 2019 ด้วยโจทย์ที่ชัดเจนว่า
การออกแบบโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยกระดูกทุกองค์ประกอบควรถูกคิดใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่ปรับแต่งจากอาคารโรงพยาบาลทั่วไป ตั้งแต่รายละเอียดพื้นฐาน อย่างการออกแบบพื้นที่ให้ไม่มีขั้นบันได เพื่อลดความเสี่ยงในการล้ม รองรับการใช้งานไม้เท้า รถเข็น และอุปกรณ์ช่วยเดิน พื้นกันลื่นและพื้นรองรับแรงกระแทก ลดความเสี่ยงกระดูกหักซ้ำ มีราวจับตามจุดสำคัญเพื่อช่วยพยุงตัวผู้ป่วย ไปจนถึงห้องพักบางประเภทที่ติดตั้งสลิงบนเพดาน เพื่อช่วยพยุงผู้ป่วยในการเคลื่อนไหวและฟื้นฟูร่างกาย ลดความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตประจำวันของผู้ป่วยกระดูกให้ได้มากที่สุด แม้แต่ระยะทางที่คนไข้ต้องเดินไปตรวจเอกซเรย์หรือสแกนภาพก็ถูกออกแบบให้สั้นที่สุด

เพราะทุกก้าวของผู้ป่วยกระดูกอาจหมายถึงความเจ็บปวดหรือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ภายในอาคารเดียวกันมีห้องตรวจเฉพาะสำหรับผู้ป่วยกระดูก, ห้องใส่เฝือก, เครื่อง X-ray, CT Scan สำหรับตรวจโครงสร้างกระดูก, เครื่อง MRI รวมถึงเครื่อง EMG ที่ใช้ตรวจการทำงานของเส้นประสาท ทั้งหมดถูกรวมไว้ในพื้นที่เดียว เพื่อให้กระบวนการตรวจวินิจฉัยและตัดสินใจรักษาเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นที่สุด
นายแพทย์ชัยเดช เสริมว่า Facility ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัยในการรักษา แพทย์เปรียบเสมือนคนขับรถ ต่อให้มีทักษะสูงเพียงใดหากไม่มีเครื่องมือและระบบที่ดีพอก็ยากจะทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ดังนั้นหน้าที่ของโรงพยาบาล คือการสนับสนุนแพทย์ด้วยเทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

เมื่อผู้ป่วยเข้ามาพร้อมคำถามว่า ต้องผ่าตัดไหม? สิ่งที่ทีมแพทย์ต้องทำคือ การให้คำตอบที่ถูกต้องที่สุดบนพื้นฐานของสภาพร่างกายจริง ความจำเป็นจริง และชีวิตจริงของผู้ป่วยแต่ละคน ในทางการแพทย์การรักษาปัญหากระดูกสันหลัง โดยเฉพาะภาวะหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทหรือกระดูกทับเส้น ไม่ได้เริ่มต้นจากการผ่าตัดเป็นตัวเลือกแรกเสมอไป แต่มักเริ่มจากวิธีที่ปลอดภัยก่อน แล้วจึงพิจารณาการรักษาที่เข้มข้นขึ้นตามความเหมาะสม

โดยทั่วไปแนวทางการรักษาจะแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอนหลัก ตั้งแต่การใช้ยาและกายภาพบำบัด การรักษาด้วยหัตถการระงับอาการปวดเฉพาะจุดไปจนถึงการผ่าตัด ซึ่งจะถูกพิจารณาเฉพาะในกรณีที่วิธีอื่นไม่ได้ผลหรือมีอาการทางระบบประสาทที่รุนแรง
ในความเป็นจริงผู้ป่วยจำนวนมากควบคุมอาการได้ดีตั้งแต่ขั้นตอนแรกหรือขั้นตอนที่ 2 โดยไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ห้องผ่าตัด แต่มีผู้ป่วยบางส่วนที่ต้องการผ่าตัดทันที เพราะกังวลกับอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น ในมุมมองของนายแพทย์ชัยเดช การรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้ คือการช่วยให้ผู้ป่วยได้ “ตั้งสติ” และมองเห็นทางเลือกทั้งหมดอย่างชัดเจน เพราะถ้าปล่อยให้ผู้ป่วยตัดสินใจเพราะความกลัว อาจเลือกวิธีที่ไม่จำเป็น แต่ถ้าช่วยให้เขาสงบและให้ข้อมูลครบถ้วน ผู้ป่วยจะเริ่มมีเวลาให้กระบวนการรักษา เพราะการรักษาที่ดีต้องใช้เวลา ไม่ใช่การตัดสินใจเพราะความตื่นตระหนก
อีกหนึ่งหน้าที่สำคัญของแพทย์คือการปรับความคาดหวังของผู้ป่วยให้สอดคล้องกับความเป็นจริง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด เพราะแม้การผ่าตัดจะช่วยให้อาการดีขึ้น แต่ไม่ใช่การลบอาการทั้งหมดให้หายไปในทันที หากผู้ป่วยปวดระดับ 100 การผ่าตัดอาจช่วยให้อาการดีขึ้นประมาณ 70% ซึ่งหมายความว่ายังมีอีกส่วนหนึ่งที่ต้องอาศัยเวลา การฟื้นฟู การทำกายภาพบำบัด และการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อให้ผลลัพธ์ค่อยๆ ดีขึ้นในระยะยาว

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การรักษาโรคเกี่ยวกับกระดูกไม่ใช่เรื่องของแพทย์เพียงคนเดียว แต่คือทั้งระบบที่ทำงานร่วมกัน นายแพทย์ชัยเดช อธิบายว่า แม้แพทย์จะมีบทบาทสำคัญในการผ่าตัด แต่ผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาวขึ้นอยู่กับการ ดูแลแบบรอบด้าน มากกว่านั้นถ้ามองในเชิงผลลัพธ์จริงๆ การผ่าตัดอาจเป็นเพียง 70% เท่านั้น อีก 30% มาจากทีมรอบตัวผู้ป่วยทั้งหมด เพราะเวลาที่ผู้ป่วยนอนโรงพยาบาลมักเครียด กังวล และเปราะบางกว่าปกติ ถ้าสภาพแวดล้อมรอบตัวดี ผู้ป่วยสบายใจ โอกาสที่ผลการรักษาจะออกมาดีย่อมสูงขึ้นมาก เพราะฉะนั้นไม่ใช่แค่เทคนิคการแพทย์ แต่คือประสบการณ์การรักษาทั้งหมดที่ผู้ป่วยได้รับ
ด้วยเหตุนี้กระบวนการรักษาของโรงพยาบาลจึงไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเส้นตรงที่เข้ามาวันนี้แล้วผ่าตัดพรุ่งนี้ แต่เป็นกระบวนการที่เริ่มตั้งแต่ก่อนผ่าตัดผู้ป่วยได้พูดคุยกับนักกายภาพบำบัดเพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายและทำความเข้าใจว่าหลังผ่าตัดต้องฟื้นฟูอย่างไร ขยับตัวแบบไหน ปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างไร ขณะที่ทีมพยาบาลมีบทบาทในการอธิบายขั้นตอนหลังผ่าตัดอย่างละเอียด ตั้งแต่การดูแลตัวเองในช่วง 3 เดือนแรกไปจนถึงการวางแผนฟื้นฟูระยะยาว 6 เดือนหรือมากกว่านั้น ทีมเภสัชกรเข้ามาดูแลเรื่องการปรับยาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายผู้ป่วย อีกทั้งนักโภชนาการช่วยวางแผนเรื่องอาหาร โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือภาวะที่อาจส่งผลต่อการฟื้นตัวหลังผ่าตัด เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่พร้อมที่สุดสำหรับกระบวนการรักษา
การผ่าตัดไม่ได้เป็นเหตุการณ์ครั้งเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ประกอบด้วยหลายช่วง ตั้งแต่ช่วงก่อนผ่าตัด ระหว่างการรักษา ไปจนถึงการฟื้นฟูในระยะยาว ซึ่งทุกช่วงล้วนมีผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย หลังการรักษาสิ่งที่ผู้ป่วยได้รับคือความสามารถในการกลับไปใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง เดินได้โดยไม่กลัว กลับไปทำงานโดยไม่เจ็บปวด ดูแลครอบครัว ออกกำลังกาย หรือใช้ชีวิตประจำวันอย่างมั่นใจอีกครั้ง
สุดท้ายแล้วหัวใจสำคัญของแคมเปญนี้ คือการสื่อสารคำว่า “ตัวจริง” ที่ไม่ได้หมายถึงแค่เครื่องมือที่ทันสมัย แต่หมายถึง Facility ที่พร้อมรองรับเคสซับซ้อน ทีมแพทย์สหสาขาที่ทำงานร่วมกันด้วยความชำนาญ ระบบที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ และการเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผู้ป่วยเป็นอันดับแรก เพราะในวันที่ผู้ป่วยต้องตัดสินใจเรื่องสำคัญกับร่างกายของตัวเอง สิ่งที่สร้างความมั่นใจมากที่สุด คือการอยู่ในมือของ “ตัวจริง” ที่ทำเพื่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง
สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์กระดูกสันหลัง โรงพยาบาลกรุงเทพอินเตอร์เนชั่นแนล โทร. 0 2755 1550