เอซี นีลเส็น บริษัทวิจัยชั้นนำ เคยออกมาให้ข้อมูลที่ระบุว่าสัดส่วนของค้าปลีกที่เป็นเทรดิชันนั่ล เทรด เทียบเคียงกับค้าปลีกโมเดิร์นเทรดแล้ว จะพบว่า ในปี 2005 เทรดิชันนั่ล เทรด เป็นช่องทางขายที่มีสัดส่วนสูงถึง 62% จากตลาดค้าปลีกโดยรวม ขณะที่โมเดิร์นเทรด ที่รวมเอาคอนวีเนียนสโตร์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ต จะมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 38% แยกเป็นคอนวีเนียนสโตร์ 8% ซูเปอร์และไฮเปอร์มาร์เก็ต 30%
ข้ามมาที่ปี 2005 สัดส่วนยอดขายของเทรดิชันนั่ล เทรด ลดลงเหลือ 58% ส่วนคอนวีเนียนสโตร์ เพิ่มขึ้นเป็น 11% และซูเปอร์มาร์เก็ตกับไฮเปอร์มาร์เก็ตเพิ่มขึ้นเป็น 31%
เมื่อถึงปี 2009 เทรดิชันนั่ล เทรด ลดลงเหลือ 56% คอนวีเนียนสโตร์เพิ่มขึ้นเป็น 17% ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ไฮเปอร์มาร์เก็ต เพิ่มเป็น 27%
ปี 2010 เทรดิชันนั่ล เทรด ลดมาอยู่ที่ 55% คอนวีเนียนสโตร์ ยังขยายตัวต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นเป็น 18% ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตและไฮเปอร์มาร์เก็ตมีสัดส่วนอยู่ที่ 27%
ตัวเลขล่าสุดในปีที่ผ่านมา สัดส่วนระหว่างค้าปลีกรูปแบบเดิมกับค้าปลีกสมัยใหม่น่าจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกันที่อย่างละครึ่ง โดยเหลือให้ค้าปลีกที่เป็นออนไลน์ในสัดส่วนไม่มากนักคือ 2 – 3%
ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมผู้ค้าปลีกไทยนั้น แบ่งตัวเลขออกมาให้เห็นแบบละเอียดว่า ตลาดค้าปลีกของบ้านเราที่มีมูลค่ารวมกันประมาณ 3.6 ล้านล้านบาท เป็นตัวเลขที่สรุปออกมาในปี 2017 โดยสมาคมค้าปลีกไทยแบ่งสัดส่วนของตลาดค้าปลีกออกเป็น 3 แถว เริ่มจาก
แถวหนึ่ง “โมเดิร์น เชน สโตร์” ซึ่งรวมศูนย์การบริหารจัดการอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นหลัก มียอดขายเป็นสัดส่วนราว 30 – 32% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง โดยค้าปลีกในแถวที่ 1 นี้ มีการขยายตัวไม่มากนัก ทิศทางจะออกไปในลักษณะของการขยายสาขาไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
แถวสอง “ค้าปลีกค้าส่งที่กำลังพัฒนาในต่างจังหวัด” หรือที่คุ้นเคยกันว่า “ค้าปลีกค้าส่งภูธร” ส่วนใหญ่เป็นผู้นำค้าปลีกค้าส่งในจังหวัดตัวเองเป็นหลัก ที่มีการขยายสาขา และมียอดขายต่อบริษัทระหว่าง 1,000 – 5,000 ล้านบาทต่อปี ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันได้ดี อาทิ ตั้งงี่สุ่น จังหวัดอุดรธานี, ยงสงวน อุบลราชธานี, ธนพิริยะ เชียงราย, เซนโทซ่า ขอนแก่น, ส.ล.โฮลเซลส์ สกลนคร, ร้อยเอ็ดไฮเปอร์มาร์ท, ซุปเปอร์ชีป ภูเก็ต, สหไทย นครศรีธรรมราช, ห้างทวีกิจ บุรีรัมย์, ห้างมาร์เธ่อร์ ที่กระบี่, ห้าง Do Home ที่มีฐานที่อุบล เป็นต้น โดยผู้ประกอบการในส่วนนี้จะมีประมาณ 500 – 700 รายทั่วประเทศ หรือโดยเฉลี่ยจังหวัดละ 8 -10 ราย จะมียอดขาย หรือมาร์เก็ตแชร์ คิดเป็นสัดส่วน 18-20% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง
แถวสาม “ค้าปลีกขนาดเล็ก” มีสัดส่วนราว 53-55% ของมูลค่าการบริโภคค้าปลีกค้าส่ง ส่วนใหญ่เป็นร้านค้าอิสระขนาดเล็ก หรือถ้าจะมีสาขาก็ไม่เกิน 2-3 สาขา ที่เรียกกันว่า ร้านขายของชำ หรือร้านโชวห่วย
หากจะสรุปตัวเลขของผู้ประกอบการร้านค้าปลีกขนาดเล็กแล้ว จะพบว่า มีตัวเลขอยู่ราว 250,000 – 300,000 ร้านค้า ที่มีหน้าร้านเป็นที่เป็นทาง และอีกราว 200,000 ร้านค้า เป็นลักษณะเพิงและมุมขายของ
ตัวเลขของร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่ยกมานี้ เป็นตัวเลขที่แทบจะไม่เพิ่มขึ้น หรือลดลงเท่าไรนัก เพราะแม้บางส่วนจะเลิกกิจการไป แต่ก็มีผู้ประกอบการหน้าใหม่ๆ เข้ามาทดแทนกัน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เข้าง่าย ไม่ต้องใช้เงินทุนมากนัก