3.ช่วงแรกของการลงทุน 20 สาขาแรกนั้น กลุ่มซีพีใช้วิธีการลงทุนซื้อตึกเพื่อเปิดสาขา ซึ่งเป็นการใช้เงินลงทุนที่ค่อนข้างเยอะ ทำให้การเดินหน้าเปิดสาขาทำได้ไม่เร็วนัก ถือเป็นเทิร์นนิ่งพ้อยท์หนึ่งของการทำร้านเซเว่น อีเลฟเว่น ในบ้านเรา เพราะหลังจากนั้น กลุ่มซีพี หันมาใช้วิธีการเช่าแทน และมีการมาร์คโลเกชั่นไว้แล้ว จึงทำให้สามารถขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว
4.ปี 2533 ที่เกิดวิกฤตสงครามอ่าวเปอร์เซีย ถือเป็นอีกเทิร์นนิ่งพ้อยท์หนึ่ง เพราะเข้ามาส่งผลกระทบกับการลงทุนขยายสาขาจนกลุ่มซีพีต้องมีการปรับกลยุทธ์ในเรื่องของการขยายสาขาด้วยการนำระบบแฟรนไชส์ และการให้ซับ แอเรีย ไลเซ่น ทำให้เซเว่น อีเลฟเว่น ยังคงสามารถเดินหน้าขยายสาขาได้อย่างต่อเนื่อง แม้ภาวะเศรษฐกิจจะไม่เป็นใจให้ก็ตาม ซึ่งการใช้ระบบแฟรนไชส์ และซับ แอเรีย ไลเซ่นในการขยายสาขานี้ บ้านเราถือเป็นที่แรกของโลกที่มีการนำระบบดังกล่าวนี้มาใช้
5.ในแง่ของจำนวนสาขานั้น เมื่อผ่าน 150 สาขาแรกไปแล้ว เซเว่น อีเลฟเว่น เริ่มมีการนำ ดีซี (ดิสทริบิวชั่น เซ็นเตอร์) หรือศูนย์กระจายสินค้ามาใช้ โดยเริ่มลงทุนจากดีซีที่มีพื้นที่ประมาณ 500 ตร.ม.ก่อนขยับขยายเป็นศูนย์กระจายสินค้าขนาดใหญ่ในปัจจุบัน
6.เมื่อขยายสาขาเกิน 400 สาขาไปแล้ว ถือว่าผ่านจุดคุ้มทุนของการทำธุรกิจในบ้านเรา ทำให้กลุ่มซีพี มีเงินเหลือในการลงทุนด้านต่างๆ เพื่อเข้ามาสนับสนุนการทำตลาดของเซเว่น อีเลฟเว่น โดยเรื่องหนึ่งที่กลุ่มซีพีให้ความสำคัญในการลงทุนก็คือ การพัฒนาคนขึ้นมาเพื่อรองรับกับการขยายสาขาในอนาคต ซึ่งเซเว่น อีเลฟเว่น ในบ้านเรา ถือเป็นแห่งแรกที่มีการทำเรื่องของสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาทีมงานด้านค้าปลีกโดยเฉพาะ
7.ปัจจุบันเซเว่น อีเลฟเว่น ในไทยมียอดขายโดยเฉลี่ยต่อสาขาต่อวัน อยู่ที่ 81,212 บาท มีจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ เฉลี่ยอยู่ที่ 1,259 คนต่อวันต่อสาขา เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1 ของ 2559 ที่มีตัวเลขอยู่ที่ 1,217 คนต่อวันต่อสาขา หรือคิดเป็นยอดรวมลูกค้าใช้บริการเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 11 ล้านคนต่อวัน ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ มียอดการใช้จ่าย 64 บาทต่อบิล โดยเซเว่น อีเลฟเว่น ประเทศไทย มีสาขามากเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเซเว่น อีเลฟเว่น ประเทศญี่ปุ่น ที่มีกว่า 18,000 สาขา และอันดับ 3 คือ สหรัฐอเมริกา ที่มีกว่า 8,300 สาขา ซีพี ออลล์ กำหนดเป้าหมายชัดเจนในการขยายสาขาเซเว่น อีเลฟเว่น ให้ได้ 10,000 สาขา ภายในปี 2561