อย่างไรก็ตาม คุณศุภลักษณ์ มองว่า คำว่า Professional ในปัจจุบันถือว่าไม่เพียงพอแล้ว ต้องมีความเป็นเจ้าของด้วยถึงจะทำให้งานประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกันการเป็นเจ้าของมาทำงาน ไม่ใช่อาศัยเพียงแค่ประสบการณ์เท่านั้น แต่จำเป็นต้องใส่เรื่องของ Spirit และ Soul ลงไปด้วย
เหมือนกับการทำค้าปลีกยุคใหม่ที่ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของประสบการณ์ที่คนรุ่นใหม่ค้นหา ที่ต้องการความเป็นของจริง ไม่ได้ต้องการสิ่งที่เป็นผิวเผิน ต้องมีเรื่องราว มีที่มาที่ไป มี Storytelling ให้น่าค้นหา ไม่ใช่แค่การ Copy & Development อีกต่อไป แต่ต้องเป็นสิ่งกลั่นกรองออกมาจากความรู้สึก ประสบการณ์ Inspiration และจากแนวคิดใหม่ๆ หรือต้องการความรอบรู้ในเรื่องใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการ
“จะเห็นว่าคนทุกวันนี้มีการเดินทางเพิ่มมากขึ้น แม้จะไม่ได้เดินทางด้วยตัวเองก็เป็นการเดินทางในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค ทำให้คนมีข้อมูลมาก เดินทางและรู้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ มากขึ้น ดังนั้น การที่เขารับรู้มากๆ ก็จะทำให้การทำงานต่างๆ ยากยิ่งขึ้น เพราะคนรู้มากขึ้นกว่าเดิม ดังนั้น ต้องพยายามที่จะเป็น Trendsetter ให้ได้ ซึ่งการที่จะเป็นผู้นำเทรนด์ได้ต้องมีความกล้า มีความรอบรู้ว่าตอนนี้คนไปอยู่ตรงจุดไหน แต่หากเทรนด์ที่มาเร็วไปก็จะไม่ยั่งยืน จึงต้องบาลานซ์สิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม ระหว่างคำว่า Sustainability กับคำว่า Trendsetter เพราะบางครั้งการตามเทรนด์มากๆ ก็อาจจะทำให้ไม่มีความยั่งยืน ซึ่งก็เป็นเรื่องของผู้บริหารที่ต้องกำหนดในจุดเหล่านี้ให้สำคัญมาก
เพราะค้าปลีกในยุค 4.0 จะ Beyond Shopping Experience กลายเป็น The Really Inner Experience ที่ค่อนข้างจะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น แต่ละคนก็จะมีความต้องการที่แตกต่างกันไปไม่เหมือนกัน อาจจะมีการคาดการณ์จากเทรนด์ต่างๆ ได้ แต่ว่าเทรนด์ก็จะมีความหลากหลายมาก ทำให้ต้องมีกลุ่มที่เป็นเซ็กเม้นต์ กลุ่มคนที่แตกต่างกันไป เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปมาก ทำให้ต้องดูแล และให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ในเรื่องของ Data Mining เพื่อให้รู้ว่าต้องสื่อสารกับลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างไร แต่ละเจนต้องสื่อสารให้แตกต่างกันอย่างไร เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนที่ทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”
ศุภลักษณ์ ทิ้งท้ายถึงความท้าทายของกลุ่มเดอะมอลล์ว่า ความท้าทายของกลุ่มเดอะมอลล์ก็ไม่ต่างจากคนอื่น โดยเฉพาะก้าวต่อไปในฐานะผู้บุกเบิกในเรื่องของการคิดที่มาก่อนคนอื่นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การที่จะแข่งกับตัวเอง เราต้องไม่มองแค่เรื่องของการสร้างศูนย์การค้า แต่เราต้องมองในเรื่องของการสร้างย่าน ทำอย่างไร เพื่อให้สถานที่ของเรามีความยูนีค และโดดเด่นของโลก อย่างที่เราเคยประสบความสำเร็จมาแล้วจากการทำสยามพารากอน โดยที่ในก้าวต่อไปของเราที่จะต้องทำในทิศทางต่างๆ ยังมีอีกหลายจุด ที่เราจะต้องขยายตัวออกไป แต่ละจุดถ้าทำแล้วต้องมีความหมาย ต้องมี Meaningful ไม่ใช่เพียงแค่สร้างเป็นอีกหนึ่งห้างใหม่ออกมา เพราะไม่ใช่สไตล์ของเรา ศูนย์การค้าทุกแห่งที่เราทำมา ต้องมีความหมายต่อองค์กร ความหมายต่อคอมมูนิตี้ และความหมายต่อประเทศชาติ ดังนั้น โครงการต่างๆ ที่เราจะทำออกไป จะเป็น International Perception เป็นโครงการระดับที่ทำให้เกิดการรับรู้ที่ไม่เพียงเฉพาะในประเทศ