ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล มองหัวใจสำคัญในการทำธุรกิจศตวรรษที่ 21 สำหรับธุรกิจ Mainstream โรงแรมอย่างกลุ่มดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล ไม่ได้แตกต่างจากธุรกิจอื่นๆ ในภาพใหญ่มากนัก ยกตัวอย่าง เพียง 5 ปีที่แล้ว และจากนี้ไปอีก 5 ปีข้างหน้า ภาพธุรกิจต่างกันมากด้วย 3 เรื่องหลักๆ ที่ถือเป็นหัวใจ คือ Technology, Innovation และ Collaboration หรือ Integrate
“เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้เกิด Device ใหม่ๆ Protocal ใหม่ๆ จะทำให้เกิด Business Convergence มากขึ้น ทำให้ขอบเส้นแบ่งของธุรกิจจะทับซ้อนกันมากขึ้น เพราะความสามารถทางเทคโนโลยีจะเป็นแพลตฟอร์มกลางที่ทำให้มีการแข่งขันข้ามอุตสาหกรรมมากขึ้น เช่น ธุรกิจการเงิน การธนาคาร กับโทรคมนาคม กับไอที หรือธุรกิจสื่อ กับ ไอที หัวใจสำคัญเกิดจากเทคโนโลยีใหม่ๆ บิสซิเนสโมเดลใหม่ๆ เกิดขึ้นเพียงข้ามคืน มีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูล เพราะฉะนั้นคนที่จะนำข้อมูลมาเป็นประโยชน์สูงสุด แล้วสร้างธุรกิจที่มีรูปแบบที่จะเข้าถึงลูกค้าได้ จะเป็นคนที่สามารถอยู่รอดได้ พร้อมทั้งต้องใช้ช่องทาง ทั้งสื่อ Mainstream สื่อโซเชียลมีเดียทุกประเภทให้เป็นประโยชน์ นำ Feedback กลับมาเป็นดาต้า และปรับเปลี่ยนสร้างบริการตอบสนองความต้องการลูกค้า…”
มาถึงเรื่อง Innovation คนทำธุรกิจจำเป็นต้องมีเรื่องนี้ นับเป็นผลมาจากเรื่องแรก เพราะหากทำอะไรเดิมๆ ต่อให้อยู่บริษัทหรือแบรนด์เดิมมาเป็นร้อยๆ ปี หรือเป็นแบรนด์แรกในธุรกิจนี้ หรือว่าแบรนด์ใหญ่ที่สุด “ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ต่อได้ในอนาคต” อินโนเวชั่นเป็นเรื่องใหญ่ของทุกองค์กรที่จะต้องมีในยุคศตวรรษ 21 เมื่อมองอินโนเวชั่น จะไม่มองมุมโปรดักต์ เซอร์วิสเท่านั้น แต่ต้องมองเรื่องโมเดล
ส่วน Collaboration หรือ Integration นับเป็นหัวใจ เพราะโลกนี้กว้างมาก มีโอกาสมากมาย ถ้าทำอะไรด้วยตัวเอง อิมแพคได้ไม่มาก แต่หากจับมือกันกับคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญความสามารถ เพื่อเป็นสิ่งที่นำเสนอ ตอบโจทย์ให้กับลูกค้า ธุรกิจนี้จะประสบความสำเร็จมากกว่าที่ต้องเดินคนเดียว
“เรื่องอินโนเวชั่น ตัวอย่างที่เห็นง่าย คือแอร์บีเอ็นบี แกร็บ แท็กซี่ อูเบอร์ เหล่านี้ไม่ได้เป็นอินโนเวชั่นเรื่องโปรดักต์ เพราะมีอยู่แล้ว คือโรงแรม รถยนต์ รถให้เช่า แต่เขาคือโมเดลใหม่ในการนำเสนอ สามารถตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาในสังคมได้ เช่น คนที่มีสินทรัพย์มากกว่าที่ตัวเองต้องใช้ กับอีกกลุ่มหนึ่งที่อยากเข้าถึงสินทรัพย์ แต่โอกาสหรือสถานที่ไม่เอื้ออำนวย เขาเอา 2 เรื่องนี้มาผูกกัน โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวเสริมตรงกลาง อินโนเวชั่นจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อมาจากเทคโนโลยีที่ทุกองค์กรจะต้องเข้าใจและเข้าถึง ส่วน Collaboration หรือ Integration จากอดีตที่เป็นคู่แข่งกัน ปัจจุบันก็ต้องมาดูว่าจะจับมือกันอย่างไร เพราะหากสู้กันเองจนคนหนึ่งตายไปในอุตสาหกรรม ก็กลายเป็นอีก Issue ควรอยู่ในซิสเต็มเดียวกัน แล้วมาหามุมที่จะอยู่ด้วยกันได้…”