“การท่องเที่ยวไทย” ยังคงน่าจับตามอง แม้เศรษฐกิจยังคงผันผวน โดย SiteMinder แพลตฟอร์มระดับโลกด้านการจัดการโรงแรม เผยผลสำรวจ SiteMinder’s Changing Traveller Report 2026 พบสัญญาณบวกที่แข็งแกร่ง โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยถึง 64% ยืนยันว่ามีความต้องการเดินทางมากขึ้นในปีหน้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของนักเดินทางทั่วโลก
โดย SiteMinder’s Changing Traveller Report 2026 เป็นรายงานการสำรวจด้านที่พักที่ใหญ่ที่สุดในโลก และได้ทำการสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกว่า 12,000 คนจาก 14 ตลาดนักท่องเที่ยว อาทิ จีน ฝรั่งเศส อินเดีย สเปน สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และไทย
ภายใต้ความต้องการที่เพิ่มขึ้น มาพร้อมกับความคาดหวังรูปแบบใหม่ โดยในปี 2026 นักท่องเที่ยวไทยไม่ได้มองหาแค่ที่พัก แต่ยังมองถึง "ความคุ้มค่า" ผ่านการวางแผนทริปเที่ยวด้วย AI ยินดีแลกข้อมูลส่วนตัวเพื่อบริการที่รู้ใจ พร้อมทุ่มงบไม่อั้นกับประสบการณ์อาหารและสปา ผลสำรวจนี้จึงเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการโรงแรมและห้องพักไทยเตรียมความพร้อม เพื่อสร้างโอกาสจากเทรนด์การท่องเที่ยวใหม่ที่กำลังจะมาถึง

“ประเทศไทย” จุดหมายปลายทางระดับโลก
สุภกฤษฎิ์ แผนสมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท SiteMinder กล่าวว่า รายงานล่าสุดของ SiteMinder เป็นสัญญาณที่ดีมากเมื่อกำลังก้าวเข้าสู่ปีใหม่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง การเห็นความต้องการที่จะเดินทางเพิ่มขึ้นและการที่ประเทศไทยยังคงเป็นที่จดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก เป็นแรงผลักดันให้โรงแรมต้องเตรียมพร้อมเพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นของนักท่องเที่ยวยุคใหม่
โดย ประเทศไทย เป็นจุดหมายปลายทางในฝันระดับ Top 10 ของนักท่องเที่ยวจากภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกในปีหน้า ยู่อันดับ 5 ในหมู่นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ (16%) อันดับ 8 ในหมู่นักท่องเที่ยวชาวอินเดีย (12%) นักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซีย (12%) และนักท่องเที่ยวชาวจีน (6%) และติดอันดับ 9 ในหมู่นักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลีย (7%) กรุงเทพฯเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 6 ของนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ (13%) และอันดับ 7 ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย (10%)
สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ยังคงมอง “ญี่ปุ่น” เป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม โดย 56% มีแผนเดินทางไปญี่ปุ่น ในขณะที่ 33% วางแผนไปเกาหลีใต้ 27% วางแผนไปจีน และอีก 13% วางแผนไปสิงคโปร์และไต้หวัน นอกจากนี้ 4 ใน 5 เมืองปลายทางยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวชาวไทยอยากไปมากที่สุดในญี่ปุ่น ได้แก่ โตเกียวที่ 42% โอซาก้าที่ 23% เกียวโตที่ 17% และเมืองรอบๆ ภูเขาฟูจิ 16% ส่วนโซล เกาหลีใต้ 27%
ผลสำรวจนี้เกิดขึ้นในช่วงที่นักเดินทางทั่วโลก 49% ระบุว่า มีความต้องการที่จะเดินทางมากขึ้นในปี 2569 แม้จะมีความผันผวนด้านเศรษฐกิจ เหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาสภาพภูมิอากาศก็ตาม สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย ความต้องการนี้สูงถึง 64% โดยมีเพียง 15% เท่านั้นที่บอกว่าความต้องการที่จะเดินทางลดลง

“นักท่องเที่ยวไทย” กับพฤติกรรมการที่เปลี่ยน
ความต้องการเดินทางที่มากขึ้นส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวไทยปรับเปลี่ยนรูปแบบการวางแผนในปีหน้า โดย 38% ระบุว่าจะจองที่พักล่วงหน้ามากขึ้น และ 31% เลือกพักใกล้บ้านมากขึ้น สูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกประเทศในการสำรวจ รวมถึงอีก 32% ที่จะใช้จ่ายน้อยลงเพื่อยืดหยุ่นงบการท่องเที่ยวให้มากขึ้น
ในขั้นตอนการค้นหาและจองที่พัก กว่า 27% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยเริ่มจาก OTA (Online Travel Agency) 13% เริ่มต้นจากบล็อกท่องเที่ยวออนไลน์ เป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก ในช่องทางการจองที่พัก OTA ยังคงครองอันดับหนึ่งที่ 47% ตามด้วยเครื่องมือค้นหาที่ 22% และการจองตรงผ่านเว็บไซต์ โทรศัพท์ หรืออีเมลของโรงแรมที่ 20% สำหรับห้องพัก ประเภท Standard Room เป็นตัวเลือกอันดับ 1 ที่ 58% สูงที่สุดในนักท่องเที่ยวทุกประเทศ ตามด้วยห้อง Superior 24% และ Deluxe 12% ซึ่งคนไทยมีแนวโน้มเลือก Bed & Breakfast สูงที่สุดในโลกที่ 21%
นอกจากนี้ ยังมีตัวเลขที่น่าสนใจ สะท้อนพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปหลายด้าน อาทิ
80% เห็นด้วย หรือเห็นด้วยอย่างมาก ราคาโรงแรมควรปรับราคาตามช่วงความต้องการ สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 65% รองจากนักท่องเทียวอินโดนีเซีย (88%) และอินเดีย (85%)
51% พร้อมใช้จ่ายกับประสบการณ์ด้านอาหารระดับกูร์เมต์ หรือไวน์เทสติ้งมากกว่าทุกประเทศ ตามด้วยบริการสปา (40%) และการแสดงดนตรีสด (33%) ขณะเดียวกันกว่า 48% พร้อมจ่ายค่าอาหารหรือเครื่องดื่มในโรงแรมแบบ walk-in สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 40%
86% ยินดีให้โรงแรมใช้ข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อปรับประสบการณ์ให้เหมาะกับแต่ละบุคคล ถือว่าเปิดรับมากที่สุดในบรรดาทุกประเทศ โดยมีค่าเฉลี่ยโลกอยู่ที่ 63%
60% มีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ ให้ความสำคัญกับฟีเจอร์ติดตามและแจ้งเตือนราคาสูงที่สุดในโลก รองลงมาคือการสรุปรีวิวโรงแรม (56%) และการแนะนำจุดท่องเที่ยวที่ตรงกับสไตล์ความชอบ (48%)
“ไม่ว่าจะเป็นการเห็นด้วยกับการปรับราคาตามดีมานด์ หรือการลงทุนกับประสบการณ์ที่น่าจดจำ นักท่องเที่ยวชาวไทยกำลังเปิดรับมุมมองใหม่ ๆ เกี่ยวกับการวางแผนที่พักและประสบการณ์ในโรงแรม เพื่อใช้เวลาในปี 2569 ให้คุ้มค่าที่สุด และเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นหัวใจสำคัญ ตั้งแต่ AI ไปจนถึงการปรับแต่งประสบการณ์ด้วยข้อมูล โรงแรมที่สามารถคาดการณ์และตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ จะเป็นผู้ที่ดึงดูดและสร้างความประทับใจให้ผู้เข้าพักในปีหน้าได้ดีที่สุด”

ธุรกิจที่พักต้องปรับตัวรับเทรนด์
ในปีหน้า SiteMinder ยังคาดการณ์ว่า การเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนอาจยังไม่เติบโตหวือหวา เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจ แม้ว่ามีแนวโน้มลดลงแต่ยังเป็นตลาดสำคัญที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทย โดยปีนี้มีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาแล้วกว่า 38 ล้านคน และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงถึง 42,428 บาทต่อคน ซึ่งนักท่องเที่ยวจีนมีพฤติกรรมเด่น อาทิ การค้นหาข้อมูลในช่องทางหลักอย่าง OTA และ Social Media ซึ่ง 30% ชอบโรงแรมแบรนด์หรู (สูงที่สุดในโลก) และ 80% วางแผนจองห้องพักระดับ Superior ขึ้นไป และยอมจ่ายเพื่ออาหารและวิวสวยๆ นิยมชำระเงินผ่าน Digital Wallet มากที่สุด
สุภกฤษฎิ์ กล่าวเสริมว่า ในมุมของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมและพี่พัก ควรมีการวางกลยุทธ์ราคาแบบ Dynamic Pricing ไม่ใช่แค่เพื่อขึ้นราคา แต่เพื่อเสนอความคุ้มค่าตามช่วงเวลา เช่น ช่วง Low Season อาจราคาต่ำลงแต่เพิ่มสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดลูกค้า การปรับราคาควรดูตามดีมานด์ของแต่ละตลาดและอีเวนต์ ไม่ใช่แค่ปรับตามเป้าตัวเลข ซึ่งพฤติกรรมการจองตรง (Direct Booking) ของลูกค้า ยังเป็นผลดีต่อโรงแรมในการสร้าง Brand Loyalty และเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำเสนอบริการที่ดียิ่งขึ้น
ในด้านความท้าทายและการปรับตัว สำหรับประเทศไทยยังมีความได้เปรียบเรื่องอาหารและวัฒนธรรม แต่ต้องเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภค (Infrastructure) และการขนส่งเพื่อแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเทรนด์ Wellness ที่จะเข้มข้นมากขึ้นในปีหน้า โรงแรมควรเตรียมพร้อมด้านสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้ตอบโจทย์สุขภาพ เช่น เครื่องนอนที่รองรับสรีระ เป็นต้น
“ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ประกอบการในการเตรียมพร้อมรับมือนักท่องเที่ยวในปี 2026 โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีและการเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจในอนาคต” สุภกฤษฎิ์ กล่าว
