หากย้อนเส้นทางธุรกิจของ “เค แอนด์ เค ซุปเปอร์ค้าส่ง” ตั้งแต่เริ่มนับ 1 จนถึงปัจจุบันแล้ว แทบจะมีเส้นทางการเติบโตที่ไม่แตกต่างไปจากบรรดายี่ปั๊วรายใหญ่ของบ้านเรา ที่เริ่มต้นจากการทำร้านยี่ปั๊วในรูปแบบเดิมในยุคที่เป็นธุรกิจครอบครัว ก่อนพัฒนาตัวเองให้กลายมาเป็น “ยี่ปั๊วพันธุ์ใหม่” ที่ไม่ได้แค่ขายส่ง แต่ยังมีการขายปลีกหน้าร้านในรูปแบบของ ซูเปอร์สโตร์ที่ขายสินค้าราคาถูกอีกด้วย
เค แอนด์ เค ทำธุรกิจยี่ปั๊วแบบดั้งเดิม ครอบคลุม 3 จังหวัดประกอบด้วย สตูล พัทลุง สงขลา นับตั้งแต่รุ่นพ่อของคุณกวิศพงษ์ สิริธนนนท์สกุล กรรมการผู้จัดการ หจก. เค แอนด์ เค ซุปเปอร์ค้าส่ง จนกระทั่งแม็คโครเปิดตัวในกรุงเทพฯ และมีโอกาสได้สัมผัสระบบ Cash & Carry ก็รู้สึกประทับใจและนำระบบดังกล่าวมาปรับเปลี่ยนที่ เค แอนด์ เค
ในยุคก่อนจะมีแม็คโครนั้น รูปแบบการขายของยี่ปั๊วบ้านเรามีออกมา 3 รูปแบบ รูปแบบแรกจะเป็นการขายให้กับร้านโชวห่วยที่ซื้อสินค้าไปขายต่ออีกทอดหนึ่ง ส่วนอีกรูปแบบจะเป็นการขายให้กับบรรดารถเร่ ที่นำสินค้าออกไปเร่ขายในอำเภอรอบนอก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะมีลูกค้าที่เป็นกลุ่มแม่บ้าน ซื้อสินค้าไปใช้ในครัวเรือน เพราะสินค้าราคาถูกกว่าการไปซื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ซึ่งลูกค้ากลุ่มหลังของเค แอนด์ เค มีสัดส่วนถึง 30%
แต่เมื่อแม็คโครขยยายสาขาเข้ามาเปิดในหาดใหญ่เมื่อปี 2537 สถานการณ์ของตลาดก็เปลี่ยนไป จึงเป็นที่มาของการปรับกลยุทธ์การทำตลาดใหม่ เพื่อรับมือกับผู้มาใหม่
รูปแบบของการทำค้าปลีกหน้าร้านติดแอร์ แต่ขายสินค้าราคาถูก กลายเป็นแนวทางแรกของการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว
ไม่เพียงเท่านั้น ในแง่ของ “แท็คติค” หรือลูกค้าทางการค้า ก็ถูกนำมาใช้ในการรับมือด้วย ตัวอย่างที่เห็นในเรื่องนี้ก็คือ การเลือกใช้กลยุทธ์ราคา ที่ไม่ได้สักแต่ว่าจะห้ำหั่นกันด้วยการขายสินค้าราคาถูกเท่านั้น แต่ยังใช้แท็คติคในการสร้าง “ภาพจำ” ให้ลูกค้ารับรู้ได้ว่า สินค้าที่วางขายในเค แอนด์ เค จะถูกกว่าที่วางขายในโมเดิร์นเทรด