JWD ทรานส์ฟอร์มธุรกิจรับมือลอจิสติกส์แข่งขันรุนแรง ชูกลยุทธ์ผนึกพันธมิตรข้ามชาติเน้นความครบวงจร ผสานการใช้เทคโนโลยีเป็นแกนหลักพัฒนาและดำเนินธุรกิจ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงสามารถนำเงินไปลงทุนในธุรกิจดาวรุ่งทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตมั่นคงยั่งยืน
ชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟลอจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD เปิดเผยว่า ในวาระครบรอบ 40 ปี เพื่อรับมือการแข่งขันของธุรกิจลอจิสติกส์ที่รุนแรงมากขึ้น รวมถึงอิทธิพล Digital Disruption ที่ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงมีการปรับโครงสร้างธุรกิจ ประเด็นหลักเป็นการทรานส์ฟอร์มจากผู้ให้บริการลอจิสติกส์ขั้นปลายน้ำ (บริการคลังและขนส่งสินค้า) ที่มีการแข่งขันราคาที่รุนแรง ไปสู่การเป็นผู้ให้บริการซัพพลายเชนแบบครบวงจร ตั้งแต่การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบให้กับลูกค้า กระบวนการผลิตและแปรรูปสินค้า การมีแบรนด์สินค้าอาหารในมือ นอกจากนั้น ยังมีแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านลอจิสติกส์อื่นๆ อันถือเป็นต้นน้ำของบริการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ลูกค้าและตอบโจทย์ผู้บริโภคไปพร้อมกัน
ชวนินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับปี 2562 เป็นต้นไป JWD จะก้าวสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษซัพพลายเชนระดับอาเซียน ซึ่งรวมถึงการให้บริการครบวงจรมากขึ้น พร้อมขยายความ
“ธุรกิจลอจิสติกส์ในอดีต แต่ละคนมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง บางบริษัทถนัดขนส่งก็เน้นทำขนส่งอย่างเดียว ถ้าทำคลังสินค้าก็จะให้เช่าคลังสินค้าอย่างเดียว ปัจจุบันลูกค้าก็มองเห็นในเรื่องของการให้บริการครบวงจรมากขึ้น เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ JWD มุ่งหวังจะพัฒนา ไม่เฉพาะในเมืองไทย แต่เป็นในอาเซียนด้วย”
ทั้งนี้โครงสร้างธุรกิจใหม่ของ JWD ดำเนินการภายใต้ 4 แกนหลัก ประกอบด้วย กลุ่ม 1 ธุรกิจลอจิสติกส์ กลุ่ม 2 ธุรกิจอาหาร กลุ่ม 3 ธุรกิจไอที และกลุ่ม 4 ธุรกิจอินเวสต์เม้นต์
โอกาสใหม่ มาพร้อมโครงสร้างรายได้ใหม่
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD ให้ข้อมูลว่า โครงสร้างธุรกิจเดิมของ JWD เน้นเรื่องคลังสินค้า กับการบริหารพื้นที่ (Yard Management) ส่วนโครงสร้างใหม่ ธุรกิจลอจิสติกส์ มีเป้าหมายเพิ่มบริการที่หลากหลายเพื่อครอบคลุมบริการครบวงจรรองรับลูกค้าทั้งแบบ B2B และ B2C อาทิ การขนส่งเครื่องจักรกลหนักที่ตอบรับโครงการลงทุนต่างๆ ใน อีอีซี
บริการขนส่งอีคอมเมิร์ซ มีการร่วมทุนกับ CJ LOGISTICS จากเกาหลีใต้ จัดตั้งบริษัท CJL JWD Logistics เพื่อให้บริการลอจิสติกส์แบบ B2B โดยอาศัยเน็ตเวิร์คที่แข็งแกร่งของ CJ
นอกจากนั้น ในส่วนของ B2C ลงทุนสร้างศูนย์กระจายและคัดแยกสินค้า บริเวณบางนา-ตราด กม.10 ประมาณ 500,000 ชิ้นต่อวัน สามารถให้บริการลูกค้าได้ถึง 650-4,420 รายต่อวัน มีกำหนดการเปิดให้บริการเดือนพฤษภาคม 2562
บริการ Self-Storage (เก็บของส่วนตัวให้เช่าสำหรับลูกค้าในเมือง) ปัจจุบันมีอยู่ 2 สาขา คือที่กรุงเทพกรีฑา เปิดมาแล้ว 4 ปี และสยาม เปิดดำเนินการปลายปีที่แล้ว ผลประกอบการน่าพอใจ Occupancy Rate จาก 44% เพิ่มเป็น 66%
JWD มีแผนขยายเป็น 10 แห่ง และตั้งเป้าเป็นผู้นำตลาดด้านพื้นที่ให้บริการภายในปี 2020 รวมถึงการขยายเข้าไปในอินโดนีเซีย และเวียดนามด้วย
มีการจัดตั้งบริษัท เจดับเบิลยูดี บ็อกเส็ง ลอจิสติกส์(ประเทศไทย)จำกัด เพื่อร่วมลงทุนในธุรกิจการให้บริการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ น้ำหนักมาก ที่ต้องอาศัยความชำนาญพิเศษ (Project Cargo) ในประเทศไทยแบบครบวงจร
ธุรกิจนี้สอดคล้องกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นบริเวณ EEC เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ธุรกิจโรงกลั่น โรงไฟฟ้า การขนส่งอุปกรณ์รถไฟฟ้า ท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 ที่มีเรื่องของถังบรรจุก๊าซเพิ่มเติม ฯลฯ
กลุ่ม 2 ธุรกิจอาหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า จุดที่มีนัยสำคัญ คือ JWD เข้าซื้อหุ้น 60% ของ CSLF ซึ่งเป็นผู้นำด้านการให้บริการซัพพลายเชนอาหารรายใหญ่ของไต้หวันที่มีความเชี่ยวชาญมากว่า 30 ปี และมีแบรนด์ของตัวเอง จึงสามารถให้บริการฟู้ดซัพพลายเชนโซลูชั่น ตั้งแต่กระบวนการจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบสำหรับลูกค้า กระบวนการแปรรูปและจัดเตรียมวัตถุดิบพร้อมปรุง อาทิ ไข่เหลวบรรจุขวด อบขนมปัง และเบเกอรี่