1. RMB (Renminbi),CNY (Chinese Yuan) และเงินหยวนต่างกันอย่างไร
ทั้งสามชื่อข้างต้นมีความหมายกว้างๆ คือ เงินที่ได้รับการยอมรับและสามารถใช้ได้ในจีนโดยแต่ละคำจะมีความหมายที่แตกต่างกันไปเล็กน้อย RMBหรือ Renminbi(เหรินหมินปี้) เป็นชื่อค่าเงินอย่างเป็นทางการของสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นชื่อที่คนจีนเองนิยมเรียก แต่หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมธนาคารหรือร้านแลกเงินจึงแสดงค่าเงินCNYนั่นเป็นเพราะ CNY ย่อมาจาก Chinese Yuan ซึ่งเป็นชื่อเรียกสกุลเงินตามมาตรฐานสากล โดยใช้อักษรละตินตัวใหญ่ 3 ตัวจากชื่อประเทศและชื่อสกุลเงินเหมือนที่ไทยมีสกุลเงิน THB ในขณะที่ หยวนเป็นหน่วยเงินของสกุลเงินดังกล่าวเช่น สินค้ามีราคา 10 หยวน หรือ 10 บาท
ดังนั้น จำง่ายๆ คือ เมื่อไปแลกเงินให้มองหาสกุลเงินCNY แต่เมื่อเที่ยวจีนและสอบถามราคากับแม่ค้าให้เรียกหน่วยเงินที่จ่ายว่าหยวน นั่นเอง
2. คิวอาร์โค้ดที่ใช้ในไทยและจีนเหมือนกันหรือไม่
จีนเป็นหนึ่งในสังคมไร้เงินสดที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกปัจจุบันร้านค้าส่วนใหญ่จึงนิยมรับชำระเงินด้วยระบบอีเพย์เมนต์ โดยเฉพาะการจ่ายเงินผ่านคิวอาร์โค้ด ซึ่งกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในหมู่ผู้บริโภคไทยเช่นกัน จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดที่ว่า คิวอาร์โค้ดทั้งหมดใช้ระบบเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว คิวอาร์โค้ดที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถจ่ายเงินได้อย่างสะดวกรวดเร็ว โดยไม่ต้องใช้บัตรเดบิตหรือเครดิตในต่างประเทศนั้น ต้องมีเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกรองรับ ในปัจจุบันธนาคารของไทยหลายแห่งก็กำลังพัฒนาแอปพลิเคชันที่เชื่อมต่อกับระบบการชำระเงินที่มีอยู่นี้ และหนึ่งในนั้นก็คือแอปพลิเคชัน BeWalletของธนาคารกรุงเทพ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ถือบัตรสามารถจ่ายเงินที่ร้านค้ากว่า 10 ล้านจุด ทั้งในประเทศจีนและทั่วโลกได้ผ่านคิวอาร์โค้ดของยูเนี่ยนเพย์
3. เราต้องคำนึงถึงอะไรบ้างเวลาเลือกบัตรเครดิตหรือเดบิตสำหรับใช้จ่ายเวลาไปเที่ยวจีน
การใช้บัตรเครดิตหรือเดบิตที่ออกโดยธนาคารของไทยยังคงเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ดีที่สุด แทนการพกเงินสดจำนวนมาก มาก เมื่อไปเที่ยว ไปทำงาน หรือไปเรียนต่อที่จีนเพื่อให้ทุกการใช้จ่ายสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย ควรเลือกบัตรที่มีระบบการชำระเงินมาตรฐานสากลที่มีเครือข่ายร้านค้าและเอทีเอ็มที่รองรับแพร่หลายในจีน และมีการยืนยันตัวตนด้วยหมายเลขพิน 6 หลัก เรียกว่าช้อปและกินได้ทุกที่ และไม่ว่าจะเดินทางไปไหน ก็ไม่ต้องกังวลว่าบัตรหายแล้วจะมีขโมยนำไปใช้