“ไทยติดอันดับประเทศค่าครองชีพถูกที่สุดในโลก”
ประโยคนี้อาจฟังดูทะแม่ง ๆ สำหรับใครหลายคน โดยเฉพาะคนไทยที่ใช้ชีวิตอยู่ในประเทศนี้จริง ๆ ในวันที่ราคาข้าวของยังคงขยับขึ้น ค่าครองชีพในเมืองใหญ่ไม่ได้ถูกอย่างที่ตัวเลขบอก แต่จากรายงานของ U.S. News & World Report กลับจัดให้ประเทศไทยติดอันดับ 1 ด้านความคุ้มค่าในสายตาคนทั่วโลกเสียอย่างนั้น
โดย U.S. News & World Report ได้จัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศ “รายได้ปานกลางระดับสูง” (เหรอ) และเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โครงสร้างเศรษฐกิจมีทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม และธุรกิจบริการ โดยภาคการผลิตและการส่งออกมีบทบาทสำคัญต่อการเติบโตของประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนหลักคือ “การท่องเที่ยว” ประเทศไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ด้วยวัฒนธรรม อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจ
ในด้านภาพลักษณ์ระดับโลก ประเทศไทยถูกจัดอันดับอยู่ในกลุ่ม “กลางบน” ของโลกในการจัดอันดับ Best Countries โดยทำคะแนนได้ดีในมิติที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและมรดก, ความน่าเที่ยว และความคุ้มค่าในการใช้ชีวิต ที่เมืองไทยเราขึ้นแท่นเป็นอันดับหนึ่งในครั้งนี้
จึงจะเห็นได้ว่า จุดแข็งของประเทศไทยตามมุมมองของรายงาน คือการมีเศรษฐกิจที่หลากหลาย และความสามารถในการผสมผสานความทันสมัยเข้ากับรากวัฒนธรรมได้อย่างลงตัว ทั้งในด้านวิถีชีวิตและโครงสร้างสังคม นั่นทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีโอกาสสำหรับผู้ประกอบการ จากปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐาน ตลาดแรงงาน และศักยภาพในการเติบโตของเศรษฐกิจ
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “ประเทศไทยค่าครองชีพถูกจริงไหม” แต่อาจเป็นว่า “ถูกสำหรับใคร?” เพราะทันทีที่ขยับออกจากมุมมองของคนในประเทศไปสู่สายตาของคนนอก ไม่ว่าจะเป็นชาวต่างชาติที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ (Expat) หรือกลุ่มนักลงทุน ภาพของประเทศไทยก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
และไม่ใช่แค่ไทยประเทศเดียว เพราะจากการจัดอันดับเดียวกัน เอเชียครองถึง 8 ใน 10 ประเทศที่ค่าครองชีพคุ้มค่าที่สุดของโลก โดยมีทั้งเวียดนาม อินเดีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เม็กซิโก จีน ตุรกี และบังกลาเทศ ซึ่งสะท้อนภาพชัดว่าศูนย์กลางของความคุ้มค่าในโลกยุคนี้ กำลังขยับมาอยู่ในฝั่งเอเชียและตลาดเกิดใหม่
เบื้องหลังการจัดอันดับครั้งนี้ U.S. News & World Report ใช้การสำรวจมุมมองของคนทั่วโลก โดยพิจารณาทั้งค่าครองชีพ ความสามารถในการซื้อ และความรู้สึกว่ารายได้เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตหรือไม่ รายงานฉบับนี้จึงไม่เพียงสะท้อนว่าของแพงหรือถูกในสายตาคนท้องถิ่นโดยตรง แต่สะท้อนความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับรายได้ และคุณภาพชีวิตโดยรวมมากกว่า
เมื่อมองในเชิงตัวเลข จะเห็นภาพชัดขึ้นว่าทำไมประเทศไทยจึงถูกมองว่าคุ้มค่า โดยค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตของ Expat ในไทยอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ดอลลาร์ต่อเดือน (18,000-36,000 บาท) ขณะที่ค่าเช่าที่พักยังอยู่ในช่วงประมาณ 8,000-26,000 บาทต่อเดือนสำหรับห้องขนาดเล็ก หากเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ ที่มีค่าครองชีพเฉลี่ยราว 2,400 ดอลลาร์ต่อเดือน หรือเกือบ 90,000 บาท ช่องว่างนี้ทำให้เงินจำนวนเดียวกันสามารถแลกคุณภาพชีวิตที่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ
หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากรายงานนี้คือ “เอเชียคือศูนย์กลางของความคุ้มค่า” เพราะประเทศในเอเชียมีทั้งค่าอาหารและบริการที่ต่ำ ค่าแรงและค่าครองชีพโดยรวมไม่สูง ทำให้สามารถใช้เงินไม่มาก แต่ยังรักษาคุณภาพชีวิตได้ดี สอดคล้องกับหลายรายงานที่ชี้ว่า เวียดนามหรืออินเดียเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้เงินไม่เยอะ แต่ใช้ชีวิตได้สบาย
ประเด็นต่อมาก็คือ “ราคาถูก ≠ รายได้สูง” เพราะแกนคิดสำคัญของการจัดอันดับนี้คือ ความคุ้มค่า = รายได้เทียบกับค่าครองชีพ หลายประเทศในลิสต์อาจมีรายได้เฉลี่ยไม่สูง แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำมาก ทำให้กำลังซื้อจริงยังอยู่ในระดับที่ทำให้ใช้ชีวิตได้ดี
อีกประเด็นคือ ประเทศกำลังพัฒนาถือว่าได้เปรียบอย่างชัดเจน เพราะประเทศที่ติดอันดับส่วนใหญ่เป็นเศรษฐกิจเกิดใหม่ ซึ่งยังมีต้นทุนโครงสร้างต่ำ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรง ค่าเช่า หรือราคาอาหาร สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแต้มต่อในโลกที่ค่าครองชีพกำลังสูงขึ้น
และข้อสุดท้ายคือ “ความน่าอยู่ไม่ได้วัดแค่ราคาถูก” แม้จะเป็นการจัดอันดับด้านความเข้าถึงได้ง่าย แต่ U.S. News & World Report ยังสะท้อนมุมมองของผู้คนด้วยว่า ประเทศนั้นใช้ชีวิตง่ายไหม รายได้พอหรือไม่ และรู้สึกคุ้มค่ากับชีวิตหรือเปล่า