สินค้าแฟชั่นภายใต้แบรนด์ F&F ถูกผลักดันเข้าสู่ตลาดและมีการสร้างแบรนด์อย่างเต็มรูปแบบ โดยเฉพาะในมุมของการเป็นแฟชั่นแบรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่มีดีไซน์ที่ทันสมัยและเข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภครุ่นใหม่ๆ โดยเทสโก้ โลตัส มีการทำ Branding ของสินค้าตัวนี้แบบฉีกหนีออกไปจากการเป็นสินค้าที่วางขายในไฮเปอร์มาร์เก็ตทั่วๆ อย่างชัดเจน
ตัวอย่างหนึ่งของการทำ Branding ก็คือ การจัดแฟชั่นโชว์ที่มีดารารุ่นใหม่ๆ เข้ามาเป็นนางแบบเพื่อโชว์คอลเลคชั่นใหม่ๆ ของสินค้าในศูนย์การค้าระดับหรูอย่างพารากอน ซึ่งถือเป็นแนวทางการสร้างแบรนด์ของสินค้าแฟชั่นแบรนด์ดังทั่วไปที่นิยมทำกัน
นอกจาก F&F แล้ว ในหมวดสินค้าแฟชั่น เทสโก้ โลตัส ยังมีการส่งแบรนด์แอสซายน์ เข้ามาทำตลาดกับกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะ ถือเป็นอีกแนวทางในการตอบโจทย์การทำตลาดแบบ Customization ที่มีการเซ็กเม้นต์และตอบสนองความต้องการแบบเฉพาะเจาะจงของลูกค้าในแต่ละเซ็กเม้นต์อย่างชัดเจน
ไม่เพียงเท่านั้น เทสโก้ โลตัส ยังมีการนำสินค้าในหมวดอาหารที่จับตลาดบนภายใต้แบรนด์ Finest ที่ประสบความสำเร็จในการทำตลาดในสหราชอาณาจักร เข้ามาวางจำหน่ายในเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า ที่เป็นสโตร์ฟอร์แมตที่จับกลุ่มลูกค้าระดับบนโดยตรง
สินค้าภายใต้แบรนด์ Finest จะมีความหลากหลายและเป็นสินค้าประเภทอาหารและเครื่องปรุงรสที่คู่แข่งขันไม่มีการเข้ามาทำตลาดโดยตรง จึงกลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่เข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างให้กับเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า อย่างชัดเจนและจับต้องได้
ยักษ์ค้าปลีกแต่ละราย ไบเบิ้ลหรือสูตรสำเร็จที่ยึดถือในการทำเฮ้าส์แบรนด์ทุกครั้ง ก็คือ ใช้คุณภาพนำหน้า ตามด้วยความคุ้มค่าคุ้มราคา และต้องมีในเรื่องของความน่าเชื่อถือที่มีแบรนด์ของสโตร์หรือร้านค้าเป็นเรื่องการันตี โดยแต่ละรายจะมีแผนกวิจัย และพัฒนาสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ที่มีการใช้งบเป็น 10 ล้านบาททำวิจัยกับผู้บริโภคเพื่อควานหาสิ่งที่เขาต้องการ
“การทำเฮ้าส์แบรนด์ในปัจจุบันนี้ เริ่มมีการใช้การตลาดเข้ามาช่วยในการสร้างแรงดึงดูดผู้บริโภค โดยจะทำครบทั้งในเรื่องของการโฆษณาผ่านสื่อ การแจก Sampling ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้าง Brand Experience ให้เกิดขึ้นกับลูกค้านอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการสื่อสาร ณ จุดขาย ที่เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน เพราะหลักการทำสินค้าเฮ้าส์แบรนด์ที่ดีก็คือ ต้องง่ายๆ ไม่ซับซ้อน หรือใช้รายละเอียดในการตัดสินใจมากนัก ขณะเดียวกันก็ต้องมีความหลากหลายเพื่อเติมเต็มทุกความต้องการ และที่สำคัญสุดก็คือต้องมีเซอร์ไพรส์หรือความแปลกใหม่ให้กับผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ” แหล่งข่าวในวงการค้าปลีก กล่าว
ความแตกต่างจะกลายเป็นหัวใจสำคัญในการทำสงครามค้าปลีกยุคใหม่ ที่ต้องใช้เครื่องมือแบบครบทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่เพียงกลยุทธ์ราคา เหมือนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดนั้น จะกลายเป็นสงครามค้าปลีกครบรส ที่จะแข่งกันแบบทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น.....