นอกจากนั้น การทยอยเปิดสาขาใหม่ๆ ในเอเชีย และหลายประเทศทั่วโลก ทำให้ UNIQLO มีสเกลการผลิตในปริมาณมหาศาล ส่งผลต่อการต่อรองกับซัพพลายเออร์รายสำคัญๆ ตามแต่ละประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีน ซึ่งมีข้อมูลแสดงให้เห็นว่า สินค้าของ UNIQLO กว่า 90% นั้นผลิตที่จีน ซึ่งนับเป็นหนึ่งในแนวคิดการลดต้นทุนการผลิต แต่ด้วยยอดการผลิตที่มากพอ ทำให้ UNIQLO ยังสามารถต่อรองและเข้าไปควบคุมคุณภาพได้ โดยอาจจะแลกกับการส่งมอบเทคนิคพิเศษในการผลิตให้
ดังนั้น ไม่เพียงแต่การสร้างประสบการณ์ภายในร้านค้าเท่านั้น แต่โมเดลของ UNIQLO ยังหมายถึงการสร้าง Competitive Advantage ที่ทำให้แบรนด์สามารถแข่งขันได้ในทุกเซ็กเม้นต์ ตั้งแต่เสื้อผ้าลำลองราคาถูก ปานกลาง ไปจนถึงตลาดแฟชั่นแบรนด์เนม พร้อมทั้งเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคในการช้อปปิ้งสินค้าแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นการวางตะกร้า และรถเข็นไว้หน้าร้านให้เหมือนซูเปอร์มาร์เก็ต หรือจะเป็นการจัดผังร้าน การอำนวยความสะดวกสบาย ความหลากหลายของสินค้า ซึ่งแฝงไปด้วยความน่าตื่นเต้นตามแบบฉบับของธุรกิจ Fast Fashion ที่กำลังระบาดไปทั่วโลก
คล้ายกับว่าจะทำให้สินค้าแฟชั่นกลายเป็นคอนซูเมอร์โปรดักต์ !
จะเห็นได้ว่าธุรกิจทั้ง 4 ข้างต้น ได้ใช้ระบบสมัยใหม่เข้ามาครอบงำของเก่าที่เคยอยู่ในตลาด โดยมีไอที และ Know How เฉพาะตนที่สั่งสมมาเป็นกลไกสำคัญ
การจะมีทั้ง 2 อย่างนี้ได้จะต้องเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ที่สามารถสร้างกฎการแข่งขันใหม่ขึ้น เพื่อกันคู่แข่งออกข้างทาง จนสามารถชิงโอกาสกลายเป็นเจ้าของพื้นที่ในตลาดไปในที่สุด
ทั้งหมดคือตัวอย่างของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตลาดค้าปลีกของบ้านเราในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยมีบรรดายักษ์ใหญ่เข้ามาเป็นตัวเปลี่ยนโฉมหน้า....