ศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการตลาด บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บอกกับเราว่า แม็คโคร เข้าใจพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าแต่ละกลุ่มเป็นอย่างดี ด้วยกลยุทธ์ในเรื่องของบิ๊กดาต้าที่เรามีการแท็กลูกค้ามานาน ซึ่งจะแม็คโครจะมีการทำลอยัลตี้ โปรแกรม เพื่อกระตุ้นการซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการมีทีมงานที่เป็น Customer Development Official รวมถึง Customer Development Manager ออกไปเยี่ยมลูกค้าถึงร้าน ในกรณีที่ร้านค้าเข้ามาซื้อสินค้าที่แม็คโครในความถี่ที่น้อยลง โดยจะเข้าไปดูเพื่อให้คำแนะนำ พร้อมหาแนวทางในการเพิ่มยอดขายให้กับลูกค้า
การทำในเรื่องของบิ๊กดาต้านั้น แม็คโครมีการสร้างดิจิทัล แพลตฟอร์มขึ้นมาเพื่อการนี้โดยตรง โดยจะมีการทำลอยัลตี้ โปรแกรมผ่านเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ ล่าสุดกับการทำดิจิทัลแคมเปญ “แม็คโคร ฉลองครบรอบ 30 ปีรวยเปรี้ยง30 ล้าน” ระหว่างวันที่ 19 มิถุนายน –28 สิงหาคม ที่แม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศ
แม็คโครทุ่มงบประมาณ 30 ล้านบาท เพื่อคืนกำไรให้ลูกค้าผ่านแคมเปญสะสมแสตมป์ 20 ล้านบาทและลักกี้ดรอว์ หรือการลุ้นชิงโชคส่วนลดอีก 10 ล้านบาท โดยใช้ฐานข้อมูลจากระบบสมาชิกวิเคราะห์พฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มลูกค้า ทั้งผู้ประกอบการ ลูกค้าโชวห่วย กลุ่มธุรกิจร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรม สำนักงาน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าให้ตรงใจที่สุดด้วยข้อมูลวิเคราะห์ของบิ๊กดาต้าที่มีอยู่
แคมเปญนี้นับเป็นแคมเปญแรกที่มุ่งเข้าหาทุกกลุ่มลูกค้า โดยปรับรูปแบบจากออฟไลน์ สู่ออนไลน์ อย่างชัดเจน ซึ่งแม็คโครเลือกวางกลยุทธ์หลักผ่านลูกเล่นที่คุ้นเคยของลูกค้าสมาชิก และเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ อย่าง “ลักกี้ดรอว์” ผสมผสานกับ “แคมเปญสะสมแสตมป์” ที่ลูกค้าชื่นชอบ แต่เปลี่ยนรูปแบบจากแสตมป์กระดาษมาสู่ e-stamp ผ่านแม็คโคร แอพพลิเคชั่น พร้อมวางแผนสื่อสารการตลาด ด้วยการให้ความสำคัญกับการใช้สื่อออนไลน์อย่างจริงจัง นอกเหนือ จากสื่อในสาขาและแม็คโครเมลล์ ที่สร้างอิมแพคกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง
“ปัจจุบันลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีมากขึ้น เห็นได้จากผลตอบรับของการนำเสนอโปรโมชั่นข้อมูลความรู้และสิทธิประโยชน์ผ่าน แม็คโครแอพพลิเคชั่น, แม็คโคร LINE Official, เว็บไซต์ Makroclick.com, โชวห่วยไทย.com ซึ่งการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ จะสร้างโอกาสทางการตลาดให้กับแบรนด์ ทำให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลและสิทธิประโยชน์หลังจากซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น ด้วยการเชื่อมต่อระบบหลังบ้านแบบอัตโนมัติทั้งรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์(จุดบริการลูกค้า) เมื่อซื้อสินค้าตามเงื่อนไข จะได้อี-แสตมป์ สำหรับแลกรับบัตรกำนัล และมีโอกาสลุ้นโชคตลอดแคมเปญสร้างความตื่นเต้นแบบรายวัน โดยมีไฮไลท์อยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นเดือนเปิดดำเนินธุรกิจในประเทศไทย”
กลยุทธ์ที่ 2 “สโตร์ ฟอร์แมต”
ปัจจุบันแม็คโครมีสาขารวมทั้งหมด 129 สาขา แบ่งเป็น ศูนย์จำหน่ายสินค้าแม็คโคร รูปแบบคลาสสิก จำนวน 79 สาขา, เป็นแม็คโครฟู้ดเซอร์วิส จำนวน 25 สาขา, เป็นอีโค พลัส จำนวน 13 สาขา, เป็นแม็คโคร ฟู้ดช็อป จำนวน 5 สาขา และเป็นสยามโฟรเซ่น จำนวน 7 สาขา โดยแม็คโคร มีแผนในการขยายสาขาปีละ 7 – 8 สาขา
หากมองในเรื่องของ Catchment Area ของสาขาแต่ละสาขาจะพบว่า มีรัศมีอยู่ที่ประมาณ 60 กิโลเมตร ทำให้ในบางจังหวัดที่เป็นจังหวัดขนาดใหญ่ แม็คโครมีการเปิดสาขาถึง 2 สาขา แต่หลังจากนี้ไป รัศมีทำการของแต่ละสาขาอาจจะกินระยะทางที่สั้นลง เนื่องจากการมีฟอร์แมตของสาขาที่หลากหลาย
โดยเฉพาะกับสาขาในรูปแบบของ “ฟู้ดเซอร์วิส” ที่มีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสามารถเข้าไปรองรับกับกำลังซื้อของผู้ประกอบการร้านอาหารที่กระจายอยู่ทั่วประเทศได้เป็นอย่างดี โดยไม่จำเป็นต้องเปิดสาขาขนาดใหญ่
การมีฟอร์แมตของสโตร์ที่หลากหลายนี้ ยังเข้ามาช่วยในเรื่องของการขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศอีกด้วย อย่างการขยายสาขาออกไปยังประเทศอินเดียที่มีร้านโชวห่วยค่อนข้างเยอะ และดูแลโดยเจ้าของเดียว ประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น ทำให้มีข้อจำกัดด้านพื้นที่ แม็คโครจึงไม่เน้นการลงทุนในสาขาขนาดใหญ่ที่ใช้พื้นที่เยอะ แต่ปรับตัวตามสภาพแวดล้อมโดยเน้นขยายสาขาเพื่อกระจายให้ข้าถึงลูกค้า โดยสาขาในต่างประเทศล่าสุดมีทั้งหมด 5 สาขา แบ่งเป็น กัมพูชา 2 สาขา, อินเดีย 3 สาขา ซึ่งแม็คโครพร้อมเดินหน้าเปิดในประเทศจีนที่จะมีการนำเอาฟอร์แมตของฟู้ดเซอร์วิสเข้าไปเปิด และในประเทศเมียนมา