พิธาน บอกว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาที่มอสเบอร์เกอร์อยู่ในตลาดบ้านเรา มีการรุกตลาดแบบคอนข้างจะคอนเซอร์เวทีฟ โดยเน้นไปที่การพัฒนาเรื่องของคนเป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมา มอสเบอร์เกอร์มีฐานลูกค้าประจำอยู่ในระดับหนึ่ง สังเกตได้จากการเติบโตที่เป็น Same Store ยังคงมีตัวเลขออกมาค่อนข้างดี
หลังจากนี้จะมีการใส่งบการตลาด 7- 10% จากยอดขายรวมที่ในปีนี้น่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นจาก 80 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท เพื่อทำการตลาดแบบครบวงจร โดยการร่วมทุนในครั้งนี้ จะมีการใส่เงินเข้ามา 200 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าลงทุนสร้างเครือข่ายสาขาที่จะมีการลงทุนต่อเนื่องปีละ 30 ล้านบาท
“เรามองเห็นโอกาสจึงเข้ามาร่วมทุนในครั้งนี้ โดยมองว่า โอกาสทางการตลาดอยู่ที่ตัวแบรนด์ และ Strategy ของแบรนด์ ซึ่งเป็นเบอร์เกอร์ที่เหมาะกับตลาดไทย ซึ่งคนไทยคุ้นชินเป็นอย่างดีกับอาหารญี่ปุ่น การสร้างสีสันอย่างต่อเนื่องนี้จะมีการทำผ่านการนำเสนอเมนูใหม่ๆ ในทุกๆ 2 เดือน เรามองว่า น่าจะสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดจากปัจจุบันที่มีอยู่ 1% เป็น 10% ในอีก 8 ปีข้างหน้านี้”
หากมองเข้ามาที่ตลาดเบอร์เกอร์ในบ้านเราที่มีมูลค่าเกือบ 10,000 ล้านบาท แล้วจะพบว่า ส่วนแบ่งตลาดกว่า 90% จะตกอยู่ในมือของผู้เล่นรายใหญ่อย่างแมคโดนัลด์ และเบอร์เกอร์คิงที่แน่นอนว่า ส่วนแบ่งตลาดมากกว่าครึ่งจะเป็นของแมคโดนัลด์ ที่มีจำนวนสาขา ณ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมาประมาณ 245 สาขา
หากเทียบกับผู้เล่นอีกรายอย่างมอสเบอร์เกอร์แล้ว จึงถือว่ามีความห่างกันค่อนข้างมาก เพราะด้วยจำนวนสาขาปัจจุบันที่มีอยู่ 8 สาขาในกรุงเทพฯ ได้แก่ เซ็นทรัลเวิลด์ แฟชั่นไอส์แลนด์ เซ็นจูรี่ เดอะมูฟวี่ พลาซ่า สุขุมวิท เซ็นทรัลพลาซ่า บางนา เซ็นทรัล พระราม 3 เอ็มโพเรียม ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต และเทอมินอล 21 (อโศก) แม้จะมีแผนเปิดเพิ่มอีกปีละไม่ต่ำกว่า 9 สาขาต่อปี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนักที่จะไล่ทันเจ้าตลาดอย่างแมคโดนัลด์
การโฟกัสมาที่การสร้าง “นิช” ของตัวเอง จึงน่าจะเป็นเส้นทางการเติบโตที่ยังพอมีโอกาสแทรกเข้าไปในวงล้อมของการแข่งขัน เพื่อยืนอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งของตัวเองได้ไม่มากก็น้อย......