เมื่อพิจารณาถึงผู้เล่นหลักในตลาดฟิตเนสในปัจจุบัน เช่น ฟิตเนสเฟิร์สและเวอร์จิ้น แอคทีฟ พบว่ายังมีการขยายสาขาออกไปอย่างต่อเนื่อง โดยทั้งสองแบรนด์เน้นจับตลาดกลุ่มบนเป็นหลัก ซึ่งการจับตลาดกลุ่มบนของผู้เล่นหลักนี้ ส่งผลให้เกิดช่องว่างทางการตลาดของตลาดฟิตเนสระดับกลางอยู่ ดังนั้น เมื่อมีช่องว่างทางการตลาด ผนวกกับการ ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดการเติบโตของผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามามีบทบาทสำคัญซึ่งเป็นไปตามกลไกธุรกิจ โดยผู้เล่นหลักในตลาดฟิตเนสระดับกลาง คือ เจ็ทส์ ฟิตเนส
เจ็ทส์ ฟิตเนส เน้นการเป็นผู้ประกอบการฟิตเนสระดับกลาง โดยหนึ่งในกลยุทธ์ในการทำการตลาด คือ เน้นการเช่าพื้นที่ในที่สะดวกสบาย ลดขนาดการใช้พื้นที่ของฟิตเนสลง จากปกติที่ฟิตเนสระดับบน จะใช้พื้นที่ 2,000-3,000 ตารางเมตรต่อ 1 สาขา แต่สำหรับ เจ็ทส์ ฟิตเนส จะลดพื้นที่ลงเหลือเพียง 600-1,000 ตารางเมตร แต่มาทดแทนด้วยการเปิดสาขาจำนวนมากขึ้น ทำให้สามารถเปิดได้ 2-3 สาขาในทำเลเดียวกัน เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของผู้ออกกำลังกาย และง่ายต่อการเข้าถึง นอกจากนี้ ยังเปิดให้บริการ 24 ชม. อีกด้วย ซึ่งการใช้พื้นที่ที่เล็กลงยังช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการในการหาพื้นที่เช่า เนื่องจากการหาพื้นที่เช่า 2,000-3,000 ตารางเมตรในทำเลดีๆ นั้นเป็นไปได้ยากในปัจจุบัน
ด้วยกลยุทธ์การหาทำเล และการเปิดบริการแบบ 24 ชั่วโมง ทำให้ เจ็ทส์ ฟิตเนส สามารถขยายสาขาได้ถึง 19 สาขาภายในระยะเวลาเพียง 2 ปีเศษ (2560-2562) ครอบคลุมทั้งในกรุงเทพฯ พัทยาและโคราช โดยในปี 2561 สามารถขยายได้ถึง 10 สาขา บนทำเลศักยภาพ อาทิ สาขาเอฟ วาย ไอ เซ็นเตอร์ บนหัวมุมถนนพระราม 4 ตัดรัชดาภิเษก, อาคาร เอสพี ทาวเวอร์ ย่านอารีย์ หรือที่รู้จักกันในนามอาคารไอบีเอ็ม และในปีนี้ ได้ขยายสาขาเพิ่มแล้วกว่าอีก 7 สาขา ซึ่งในปีนี้ยังเป็นปีแรกที่ได้ขยายไปยังต่างจังหวัดดังที่กล่าวไว้ในตอนต้น และทุกสาขานั้นได้รับการตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี โดยมีแผนที่จะขยายเพิ่มเติม ทั้งในกรุง เทพฯ และหัวเมืองใหญ่ๆ อีกกว่า 15 สาขา ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้าง และดำเนินการ