“ตอนที่เราตัดสินใจคงธุรกิจซูเปอร์มาร์เก็ตไว้ เราก็มาวิเคราะห์ดูว่า ถ้าเรายังคงไปเน้นแข่งกับเขาในเรื่องของราคา เราสู้ไม่ได้แน่ ก็เลยพยายามเข้าไปสร้างตลาดใหม่ๆ อย่างลูกค้าชาวต่างชาติที่มีอยู่ในเชียงใหม่ และลูกค้ากลุ่มที่เป็นผู้ใหญ่ที่ต้องการสินค้าที่มีคุณภาพมากกว่าที่ขายทั่วไป พูดง่ายๆ ก็คือ เราวางตำแหน่งของเราให้เป็นวิลล่ามาร์เก็ตของเชียงใหม่ แล้วทำตลาดตอกย้ำตำแหน่งดังกล่าวด้วยการนำเสนอสินค้า บรรยากาศในร้านตลอดจนการบริการที่แตกต่างจากดิสเคาน์สโตร์ทั่วไป และเนื่องจากมันเป็นตลาดที่อยู่ฐานด้านบนของพีระมิด”
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่ริมปิงทำได้ดีและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างแตกต่าง นั่นคือ การเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้า โดยหยิบเอาเรื่องของอินไซต์ของพวกเขาเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนในการทำตลาด อย่างปัจจุบัน เรื่องของสุขภาพ กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ของลูกค้าไปแล้ว ซึ่งริมปิงก็ไม่ละเลยที่จะหยิบเอาเรื่องนี้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการนำเสนอสินค้าในสโตร์ โดยจะเน้นเรื่องความปลอดภัยของสินค้า การตรวจสอบผลผลิตสดที่นำเข้ามาเพื่อตรวจสอบยาฆ่าแมลง และสารพิษตกค้าง
ที่สำคัญได้ใช้เทคนิคของการติดรหัส 5 สีที่สินค้าเพื่อบอกลักษณะการเพาะปลูกสินค้าในโครงการที่ชื่อว่า “Green Grocery Project” หรือ “ผัก 5 สี” โดยเรียงจากสินค้าอินทรีย์ 100% (สีเขียว) ใช้ปุ๋ยเคมีปลอดยาฆ่าแมลงเฉพาะขั้นตอนปลูก (สีฟ้า) ใช้ปุ๋ยเคมีแบบปลอดยาฆ่าแมลง และหยุดใช้ก่อนเก็บเกี่ยว 10 วัน (สีเหลือง) ใช้วิธีการปลูกแบบไฮโดรโพรนิก (สีขาว) ไปจนถึงการผลิตแบบส่งตลาดทั่วไป (สีแดง) ซึ่งเรื่องเหล่านี้ เข้ามาช่วยให้ลูกค้าของริมปิงที่ใส่ใจในเรื่องสุขภาพมีข้อมูลประกอบในการตัดสินใจที่ดีก่อนซื้อสินค้า กลายเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่เข้ามาช่วยสร้างฐานแฟนประจำได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบัน ริมปิง มีสาขาอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ 8 สาขา คือสาขานวรัฐ สาขามีโชค สาขานิ่มซิตี้ เดลี่ (แอร์พอร์ต) สาขาพรอมเมนาดา สาขาเมญ่า สาขากาดฝรั่ง สาขามะลิเพรส และสาขาโฮมโปร สันทราย นอกจากนี้ ยังมีอีก 1 สาขา ในวิวมอลล์ สปป.ลาว
ถือเป็นอีก 1 กรณีศึกษาที่น่าสนใจของค้าปลีกภูธรในการหาจุดยืนที่แข็งแกร่งให้กับตัวเอง....
ขอบคุณภาพจากเฟสบุ๊ค Rimping Supermarket