ปัทมา กล่าวว่า ดีนี่ยังเตรียมทุ่มงบการตลาดราว 350 ล้านบาท เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างครบวงจร โดยเน้นการทำการตลาดรูปแบบใหม่ ๆ มีความตื่นเต้น รวมทั้งเพิ่มการทำการตลาดช่องทางออนไลน์เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่มากขึ้น และขยายช่องทางการทำตลาดในต่างประเทศด้วย
“ผลิตภัณฑ์เด็กดีนี่เริ่มต้นด้วยการผลิตสินค้าออกมาเน้นตลาดนิชมาร์เก็ต คือกลุ่มคุณแม่ที่มีความต้องการผลิตภัณฑ์คุณภาพตามมาตรฐานสากล และยังสร้างคุณค่าเพิ่มให้สินค้าด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อครอบคลุมครบทุกความต้องการของคุณแม่ เช่น การออกผลิตภัณฑ์ดูแลผ้าเด็กสูตรออร์แกนิค หรือสูตรซักกลางคืน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมในวงกว้าง”
นอกจากนี้ ยังเป็นสินค้าเด็กแบรนด์แรกที่เริ่มทำ “D-nee Club” มากว่า 13 ปี เพื่อให้สมาชิกได้รับข้อมูลความรู้ เกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พร้อมสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น กิจกรรมสัมมนาให้ความรู้ ส่วนลดกับร้านค้าพันธมิตร ซึ่งยังทำต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน และล่าสุดมีลูกค้าสมาชิกดีนี่คลับกว่า 400,000 คนทั่วประเทศ
โดยในปีนี้ บริษัทได้ติดต่อเชิญครอบครัว “หิรัญพฤกษ์” ทั้งคุณภูริ คุณแอน และน้องริชา มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ เนื่องจากเป็นครอบครัวที่เลือกใช้ดีนี่จริง ๆ และเป็นตัวแทนครอบครัวยุคใหม่ที่อบอุ่น ใส่ใจพัฒนาการของลูกในทุก ๆ ด้าน เลือกสรรแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก ซึ่งสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของดีนี่
ด้านการจัดจำหน่าย ซึ่งปีนี้เร่งขยายเครือข่ายครอบคลุมมากที่สุด แยกสัดส่วนเป็นช่องทางโมเดิร์นเทรด 38% เทรดิชั่นนอลเทรด 30% และส่งออก 31% โดยเน้นช่องทางขายใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของคุณแม่ยุคใหม่ ทั้งการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในแผนกเด็กของห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วประเทศ และเปิดร้าน D-nee shop ซึ่งเน้นจุดเด่นเรื่องความหลากหลายของผลิตภัณฑ์อย่างครบครัน การตกแต่งร้านสร้างความโดดเด่น โดยดีนี่มีแผนเปิดสาขาทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ล่าสุดเปิดแล้ว 3 แห่ง คือ สาขารังสิต, ศรีสมาน และที่ จ.เพชรบุรี
ปัทมา กล่าวถึงยอดขายปี 2560 มั่นใจว่า แบรนด์ดีนี่จะสามารถปิดยอดขายรวมทุกสินค้าได้ที่ 1,500 ล้านบาท เติบโต 20% โดย 2 ไตรมาสที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตเกินเป้าขณะที่ปี 2561 ตั้งเป้ายอดขายรวมของแบรนด์ดีนี่เพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท อัตราเติบโต 33%
“ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณเด็กดีนี่ แม้เป็นน้องใหม่เข้ามาบุกตลาด แต่ได้รับการตอบรับที่ดี โดยบริษัทตั้งเป้าจะเร่งผลักดันสินค้าแบรนด์ดีนี่ทั้งหมดให้ติด Top 3 ภายใน 3 ปี
“ตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กมีการแข่งขันรุนแรงเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีสินค้าเข้ามาบุกตลาดตลอดเวลา ทั้งสินค้านำเข้าจากญี่ปุ่น เกาหลี และตลาดล่างแบรนด์ OEM แต่บริษัทไม่กังวลเพราะมั่นใจในศักยภาพในทีมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ของบริษัท นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์เด็กเป็นสิ่งที่คุณแม่ให้ความสำคัญสูงสุดไม่เปลี่ยนยี่ห้อง่ายๆ เช่นผลิตภัณฑ์อื่นๆ ปัทมา กล่าว
ในส่วนภาพรวมธุรกิจของ นีโอ คอร์ปอเรท บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตทั้งในประเทศ และขยายฐานการตลาดต่างประเทศ โดยปี 2560 คาดการณ์ยอดขายรวมทุกกลุ่มสินค้า 5,300 ล้านบาท เติบโตจากปี 2559 ประมาณ 9% แบ่งสัดส่วนเป็นกลุ่มสินค้าของใช้ส่วนตัว (Personal Care) 40% และผลิตภัณฑ์ของใช้ในครัวเรือน (Household Products) 60%