สำนักข่าว ไชน่า เดลี่ รายงานผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มองว่าการเชื่อมต่อ 5G จะช่วยกระตุ้นการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตรวดเร็วขึ้นนั้น ล้วนเปิดโอกาสให้บริษัทโทรคมนาคมจากประเทศจีนอย่างหัวเว่ยและบริษัทอื่น ๆ เข้ามาลงทุนในประเทศของตน
มิสอมาลินา อาเนอร์ นักวิเคราะห์จากศูนย์การศึกษาพหุภาคี (Centre for Multilateralism Studies)แห่งสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศเอสราชารัตนัม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง ประเทศสิงคโปร์กล่าวว่า แผนงานด้านเศรษฐกิจและองค์ประกอบด้านนโยบายต่างประเทศเป็นเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ประเทศในอาเซียนเปิดรับการทำธุรกิจกับหัวเว่ย
“เทคโนโลยี 5G ของหัวเว่ยขึ้นชื่อว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงและมีราคาจับต้องได้เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการในระดับเดียวกัน” มิสอาเนอร์กล่าว พร้อมทั้งกล่าวเสริมอีกว่า “การเลือกใช้บริการจากเวนเดอร์หลายรายและการเลี่ยงการกีดกันหัวเว่ยไม่ให้เข้ามาทำธุรกิจในประเทศถือเป็นตัวเลือกทางนโยบายที่มีความสมดุลกว่า เพราะประเทศสมาชิกอาเซียนไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะอยู่ฝ่ายใด”
บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ จำกัด เป็นผู้ให้บริการอุปกรณ์โทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในโลกและผู้จัดจำหน่ายสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก สหรัฐอเมริกาได้กล่าวหาหัวเว่ยในข้อหาจารกรรมข้อมูล แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานใด ๆ มารองรับ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา ซึ่งหัวเว่ยก็ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
มร. เจค ซอนเดอส์ รองประธานด้านบริการให้คำปรึกษาในเอเชีย-แปซิฟิก ของเอบีไอ รีเสิร์ช บริษัทข่าวกรองด้านการตลาด กล่าวว่า “จริง ๆ แล้ว ผมไม่เห็นว่าจะมีหลักฐานใด (ในข้อกล่าวหาการสอดแนมข้อมูล) ในเรื่องของความปลอดภัย ถ้าอยากให้การสื่อสารปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่ละบริษัทก็ติดตั้งระบบการเข้ารหัสลับของตนเองได้ เพื่อให้การรับส่งข้อมูลมีความปลอดภัย”
เทคโนโลยีการสื่อสารไร้สายรุ่นที่ 5 จะทำให้เกิดการเชื่อมต่อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยความเร็วระดับกิกะบิตโดยล็อบบี้ยิสต์ด้านโทรคมนาคมอย่างGSMA คาดการณ์ว่า การเชื่อมต่อแบบไร้สายทั้งโลกจะเปลี่ยนเป็น 5G ถึงร้อยละ 15 ภายในปี 2568โดยเอเชีย-แปซิฟิกจะเป็นภูมิภาคที่ใช้ 5G ที่ใหญ่ที่สุด
มิสฟาร์ลินา ซาอิด นักวิเคราะห์จากหลักสูตรการศึกษานโยบายและความปลอดภัยต่างประเทศ สถาบันการศึกษาด้านกลยุทธ์และการต่างประเทศ ในมาเลเซีย กล่าวว่า “การทดลองหาโอกาสในการใช้งาน 5G สำหรับอนาคต ได้กลายเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปแล้ว” โดย 5G จะเป็นดั่งตัวเร่งให้อาเซียนสร้างเครือข่ายสมาร์ทซิตี้ เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ต่อการจัดการภัยพิบัติ การเข้าถึงการศึกษา และความยั่งยืนของสังคม
กลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งเป็นกลุ่มเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่อันดับ 6 ของโลก เป็นตลาดสำคัญสำหรับธุรกิจระดับโลกมาโดยตลอด และหัวเว่ยได้เข้ามามีบทบาทในภูมิภาคนี้มานานกว่า 20 ปี ในงานประชุมเมื่อต้นปี มร. เจมส์ อู๋ ประธานบริหาร ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของหัวเว่ย ได้คาดการณ์ว่า 5Gจะสร้างโอกาสทางอุตสาหกรรมแก่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีมูลค่าสูงถึง 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีจำนวนผู้ใช้ 5Gถึง 80 ล้าน
สำหรับประเทศไทยได้มีการทดสอบเครือข่าย 5G ของหัวเว่ยในจังหวัดชลบุรีเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
หลังจากที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการไปรษณีย์และโทรคมนาคมแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาได้ลงนามข้อตกลงการพัฒนา 5G ในเดือนเมษายนที่ผ่านมาบริษัท สมาร์ท เอเซียตา ของกัมพูชา ได้ประกาศความร่วมมือกับหัวเว่ยในการพัฒนาเครือข่าย 5G ในประเทศ
และเมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาหัวเว่ยได้ประกาศว่าบริษัทมีสัญญา 5G เชิงพาณิชย์แล้วจำนวน 50ฉบับ และได้จัดส่งสถานีฐาน 5G ให้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกไปแล้วกว่า 150,000 สถานี
มร. ซอนเดอส์ จากบริษัท เอบีไอ รีเสิร์ช กล่าวว่า “เทคโนโลยีของหัวเว่ยนั้นถือว่าล้ำสมัยสุดๆ แล้ว พวกเขาคอยคิดค้นสิ่งใหม่ๆและแข่งขันด้วยราคา สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลว่าทำไมหัวเว่ยจึงเป็นผู้เล่นที่โดดเด่นมากๆ” พร้อมกล่าวอีกว่า “หลักๆ แล้ว ประเทศอาเซียนต้องการตัวเลือก นี่เป็นที่สิ่งสำคัญสำหรับพวกเขามากๆ”
มิสอาเนอร์ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีหนานหยาง เสริมว่า “การเข้าถึง 5G อย่างเต็มรูปแบบต้องอาศัยนโยบายที่ให้ความสำคัญกับทั้งความต้องการด้านความปลอดภัยและการพัฒนา”
และเธอยังกล่าวอีกว่า “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเลือกผู้ให้บริการโซลูชั่น 5Gที่เป็นประโยชน์ต่อพวกเขามากที่สุด และอาเซียนก็ไม่มุ่งหวังที่จะฝักใฝ่ฝ่ายใด”