“เราได้แรงบันดาลใจในการออกแบบ ตกแต่งออฟฟิศมาจากงานที่เราทำ และเราให้ความสำคัญกับทั้ง Flexibility และ Work-Life Balance เพราะที่ GET เราทำงานกันหนัก แต่พอเราว่าง เราก็พักผ่อนกันเต็มที่ เราเลยออกแบบออฟฟิศให้ยกคอมไปนั่งทำงานตรงไหนก็ได้ จะอยู่ที่โต๊ะตัวเอง จะไปนั่งดูวิวแม่น้ำ หรือจะไปนั่งในห้องเงียบๆ หรือถ้าคุณทำงานเสร็จ คุณจะตีปิงปองตอนบ่าย 3 ก็ได้ เพราะเราเชื่อว่าพื้นที่ออฟฟิศและบรรยากาศที่ผ่อนคลายทำให้พนักงานทำงานอย่างแฮปปี้ และโฟกัสกับงานได้ดีขึ้น”
ก่อลาภ สุวัชรังกูร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด หรือซีเอ็มโอ ของ GET เล่า ก่อนนำชม Flexible Workspace ของ GET ซึ่งช่วยส่งเสริมการทำงานใน 4 ด้านหลัก ได้แก่
Collaboration: การทำงานในรูปแบบสตาร์ทอัพ การทำงานร่วมกันหรือ Collaboration ระหว่างทีมต่างๆ ถือเป็นหัวใจสำคัญ โดยในออฟฟิศมีห้องประชุมจัดไว้ 8 ห้อง แต่ถ้าใครที่ต้องการคุยกันในบรรยากาศที่เป็นกันเองมากขึ้น ก็สามารถใช้พื้นที่ส่วนกลาง และมุมโซฟาต่างๆ ที่จัดไว้หลากหลายมุมเพื่อการประชุม พูดคุย หรือ Brainstorm กันได้ เพื่อให้การทำงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น
Concentration: แน่นอนว่าพนักงานจำนวนมากยังเคยชินและต้องการมีโต๊ะทำงานของตัวอยู่ ดังนั้น GET จึงมีพื้นที่ทำงานส่วนตัวให้กับพนักงานทุกคน และเพิ่มพื้นที่เงียบ หรือ Quiet Corner สำหรับคนที่ต้องการทำงานที่ใช้สมาธิมาก และจัดห้องสำหรับคุยโทรศัพท์แยกต่างหาก ไว้เพื่อให้คนที่ต้องประชุมทางโทรศัพท์และไม่อยากรบกวนคนอื่นๆ
Community: เพื่อให้พนักงานได้สามารถผ่อนคลายในระหว่างการทำงานหรือหลังเลิกงาน ที่ GET จึงมีทั้งโต๊ะปิงปอง ห้องเกม และห้องนอน โดยทุกคนสามารถเข้ามาใช้เมื่อไรก็ได้ที่ต้องการ เพราะบริษัทฯ เข้าใจดีว่าการ Work & Play โดยไม่เครียดมากเกินไป จะช่วยผลักดันความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจในการทำงานได้ดีกว่า
Mobility & Freedom: ที่ GET พนักงานทุกคนสามารถนั่งทำงานที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นมุมโซฟา นั่งดูวิวเมือง หรือนั่งทำงานที่ canteen โดยสามารถยกคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คของตัวเองไปอยู่ในที่ที่ต้องการได้ นอกจากนี้ ห้องประชุมยังเป็นการต่อจอแบบไร้สาย ด้วยระบบ Zoom ที่คอมพิวเตอร์ของพนักงานสามารถ cast content ขึ้นจอได้ทันที