ดูเร็กซ์ เปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดถุงยางใหม่ที่ฉีกไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง โดยหันมาเน้นที่ Brand Concept มากกว่าที่จะขาย Product Property หรือคุณสมบัติเดิมๆ ของถุงยาง เช่น ความเร้าใจ ความเซ็กซี่ โดยจะมีการทำ Brand Identity ที่สะท้อนคาแร็กเตอร์ของตัวสินค้ามาสู่คาแร็กเตอร์ของกลุ่มเป้าหมายอย่างชัดเจน ซึ่งก่อนหน้านั้น ดูเร็กซ์ ยังไม่เป็นอย่างนั้น
ดูเร็กซ์ สร้าง Concept ในการทำตลาดขึ้นมาอย่างชัดเจน แทนที่การนำเสนอจุดขายในรูปแบบเดิมที่มักจะใช้ความเซ็กซี่ เร้าใจจากการใช้ถุงยางผ่านทางพริตตี้ หรือนางแบบ รวมทั้งตัวแพ็กเกจจิ้ง ที่มีรูปผู้หญิงกอดรัดฟัดเหวี่ยงกัน ทำให้ภาพของถุงยางอนามัยในสายตาของผู้บริโภคออกมาในเรื่องของกามารมณ์มากกว่า ภาพของการเป็นเครื่องมือหรืออุปกรณ์ในการคุมกำเนิดหรือป้องกันโรค ภาพดังกล่าว ทำให้ผู้บริโภคหลายๆ ราย โดยเฉพาะวัยรุ่นซึ่งเป็น New Consumer ในตลาดนี้ ไม่กล้าที่จะซื้อหรือถือถุงยางอนามัย เพราะกลัวถูกมองภาพไม่ดี
ถ้าจะไล่ยุคของตลาดถุงยางอนามัยในบ้านเรา อาจจะออกมา 3 ยุค คือ ในยุคแรก ถุงยางอนามัยถูกใช้เพื่อการคุมกำเนิดซึ่งในยุคนั้นไม่มีการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง เพราะมี “มีชัย” เป็นเหมือนตัวกลางในการแจกจ่ายถุงยางให้กับคนใช้ แม้จะมีสินค้าวางขายบ้างแต่เจ้าของแบรนด์สินค้าส่วนใหญ่จะทำหน้าที่ในการผลิตสินค้าป้อนให้เท่านั้น
ยุคต่อมา เป็นยุคที่ตลาดถุงยางบูมมากๆ แต่ละแบรนด์เริ่มมีการทำการตลาดอย่างเด่นชัดรับกับการขยายตัวของตลาด แต่การใช้เพื่อป้องกันโรคส่วนหนึ่งจะถูกผลักดันโดยผู้หญิงหากิน ผู้ใช้สินค้าที่เป็นนักเที่ยว ยังไม่นิยมที่จะพกถุงยาง เพราะกลัวโดนมองภาพไม่ค่อยจะดี ความจงรักภักดีต่อตัวแบรนด์จึงมีไม่มากนัก อยู่ที่การดิสทริบิวชั่นว่าใครจะสามารถครอบคลุม รวมถึงสามารถผลักดันเข้าสถานที่ท่องเที่ยวกลางคืนได้มากกว่ากัน
เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2547 – 2548 ถุงยางกลับคืนสู่การใช้เพื่อคุมกำเนิด และ End user หรือคนซื้อส่วนใหญ่ก็กลับมาเป็นผู้ชาย ซึ่งคนที่มีประสบการณ์ในเรื่องเพศมาแล้ว จะรู้ Benefit ของถุงยางได้ดี แต่วัยรุ่น ซึ่งเป็น New Consumer ยังมีทัศนคติกับถุงยางเหมือนเดิม ดูเร็กซ์จึงต้องทำการตลาดเพื่อเปลี่ยนทัศนคติของผู้บริโภคใหม่