วิกฤตไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดทั่วโลกเป็นวิกฤตกระทบในภาพใหญ่ทำให้ทุกภาคส่วนล้มต่อกันเหมือนโดมิโน่ อีกหนึ่งอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบคือ อุตสาหกรรมถุงยางอนามัยที่เสี่ยงขาดตลาดโลก
เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศมาเลเชียประกาศล็อกดาวน์ประเทศ ทำให้เกิดการแจ้งปิดโรงงานผลิตถุงยางในมาเลเซีย บริษัทคาเร็กซ์ ผู้ผลิตถุงยางอนามัยรายใหญ่ที่สุดของโลกในมาเลเซีย เปิดเผยว่า ทั่วโลกกำลังจะเผชิญกับภาวะขาดแคลนถุงยางอนามัย หลังจากที่มาตรการล็อกดาวน์ของรัฐบาลมาเลเซีย เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ทำให้บริษัทต้องปิดโรงงานผลิตถุงยางอนามัย 3 แห่งในมาเลเซียมาเป็นเวลากว่า 1 สัปดาห์แล้ว
บริษัทคาเร็กซ์ เป็นผู้ผลิตถุงยางอนามัยหนึ่งในรายใหญ่ของโลกทุกๆ ภายใต้แบรนด์ดูเร็กซ์ ซึ่งส่งออกถุงยางอนามัยทั่วโลกกว่า 300 ล้านชิ้น ถือเป็นรายใหญ่ที่มีสัดส่วนกว่า 20% ของตลาดโลกแต่ทำให้ต้องหยุดชะงัดจากวิกฤตดังกล่าว
อุตสาหกรรมถุงยางอนามัยของโลกเรา มีรายใหญ่ ๆ ได้แก่ ประเทศ จีน มาเลเซีย สหรัฐอเมริกา อินเดีย และประเทศไทย จากการสั่งปิดโรงงานในมาเลเซีย ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตถุงยางอนามัยในไทยคือ ยอดขายดีขึ้นกว่าเท่าตัว ในประเทศไทยถุงยางอนามัยถูกจัดเป็นกลุ่มของเครื่องมือทางการแพทย์ทำให้ถ้ามีการล็อกดาวน์ จะจัดเป็นกลุ่มสุดท้ายที่ต้องปิดโรงงาน จึงทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงน้อยที่สุดในเรื่องการขาดแคลนถุงยางอนามัย และยังสามารถส่งไปตลาดโลกได้
อมร ดารารัตนโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ TNR ผู้ผลิตและจำหน่ายถุงยางอนามัยจากน้ำยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดในไทย เปิดเผยว่า จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (COVID-19) ทั่วโลก ส่งผลให้บางประเทศเลือกใช้มาตรการล็อกดาวน์ (ปิดเมือง) เพื่อควบคุมสถานการณ์ และมีผลกระทบต่อกำลังการผลิตสินค้าในอุตสาหกรรมบางประเภทปรับลดลง โดยในส่วนของอุตสาหกรรมการผลิตถุงยางอนามัยนั้นทราบว่ามีโรงงานของผู้ผลิตรายใหญ่ในต่างประเทศบางแห่งที่ไม่สามารถเดินเครื่องจักรได้อย่างเต็มที่ในช่วงนี้และมีความเสี่ยงเกิดภาวะขาดแคลนสินค้า
ทั้งนี้ นับตั้งแต่ช่วงต้นปี บริษัทได้เตรียมความพร้อมด้านวัตถุดิบ อาทิ น้ำยางธรรมชาติ, บรรจุภัณฑ์ ฯลฯ เพื่อรองรับการผลิตถุงยางอนามัยได้อย่างเต็มที่ โดยในปัจจุบัน TNR ได้รับคำสั่งซื้อสินค้าในส่วนการรับจ้างผลิต (OEM) ที่มาจากฐานลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง บางรายมีความต้องการซื้อสินค้าเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 20% ส่งผลให้ปัจจุบันบริษัทต้องเดินเครื่องจักรเกือบเต็มกำลังการผลิต รวมถึงมีออร์เดอร์ล่วงหน้าที่รอการผลิตอย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนมิถุนายนนี้
และยังมองเห็นศักยภาพการผลิตจากการผลิตเจลหล่อลื่นปรับให้มีการผลิตแอลกอฮอล์ล้างมือทั้งแบบน้ำและแบบเจล เพิ่มในไลน์สินค้า มีกำลังการผลิตถึงวันละ 1,000 กิโลกรัมต่อวัน และคาดว่าจะเพิ่มแอลกอฮอล์ล้างมือ จนถึงจะผลิต Personal Care เป็นสินค้าในอนาคต หวังว่าในปีนี้ยอดขายทั้งถุงยางอนามัยจะเจลแอลกอฮอล์จะทำให้บริษัทโตถึง 2,000 ล้านบาท จากการคาดการณ์เดิมอยู่ที่ 1,800 ล้านบาท
จากเหตุการณ์นี้ มองว่าเป็นอานิสงส์ของการปิดโรงงานของต่างประเทศ ทำให้คนหวั่นว่าถุงยางอนามัยจะขาดตลาด ทำให้มีการสั่งกักตุนสินค้าเพิ่มขึ้นของลูกค้ากว่า 20%
“ประเมินว่าสถานการณ์แพร่ระบาด COVID-19 ยังไม่คลี่คลาย ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าถุงยางอนามัยไปอีกประมาณ 2-3 เดือน โดยปัจจุบันโรงงานผลิตของ TNR ในนิคมอุตสาหกรรมปิ่นทอง ชลบุรี ถือว่ามีความพร้อมด้านการผลิตอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่มีแผนงานลงทุนขยายกำลังการผลิตในเร็วๆ นี้ แต่ได้วางแผนบริหารสัดส่วนการผลิตสินค้า โดยอาจปรับลดการรับออร์เดอร์จากงานประมูลที่เข้ามาเติมเต็มกำลังการผลิตและมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกลุ่มสินค้าภายใต้แบรนด์ของบริษัท และ OEM ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นที่ดี” อมร กล่าว