วรวุฒิ บอกถึงการปรับตัวเพื่อรับกับการทรงพลังของโลกออนไลน์นั้น ควรเริ่มต้นจากการทำออนไลน์มาร์เก็ตติ้งนั่นคือใช้ออนไลน์เพื่อการสื่อสารก่อน เพราะตัวที่ยุ่งยากสุดในการใช้เป็นเครื่องมือในการขายก็คือเรื่องของการทำคอนเทนต์ เพราะการขายผ่านออนไลน์แข่งกันที่การทำคอนเทนต์ที่น่าสนใจ และดึงดูดให้พวกเขาเข้ามาหาเรา
“สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เทคโนโลยีมันมาแน่ ร้านค้าที่เป็น New Retail ของอาลีบาบา อีกไม่นานเข้ามาเมืองไทยแน่ ซึ่งปัจจุบัน รายใหญ่ๆ ในโลก รวมถึงบ้านเรามีการใช้ Robot AI เข้ามาช่วยในการทำตลาดกันแล้ว ค้าปลีกไซส์เล็ก และไซส์กลาง จะทำอย่างไรเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงนี้ สิ่งที่ต้องเข้าใจ และรับรู้ไว้ก็คือ ร้านค้าปลีกของเรามันพูดได้ คือถ้าร้านสะอาด สะดวก ปลอดโปร่ง มันก็เหมือนกับการพูดคุยในแง่มุมดีๆกับลูกค้า”
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาอีกอย่างหลังการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีออนไลน์ในสายตาของวรวุฒินั้น เขามองว่า ธุรกิจค้าปลีกจะเปลี่ยนโฉมอีกทีโดยจะมาจากโมบายเพย์เม้นต์ ซึ่งคนไทยเรียนรู้และเริ่มมีประสบการณ์กับมันบ้างแล้ว หลังจากนี้ไปทุกอย่างมันน่าจะเปลี่ยนแปลงไปเร็วขึ้น
“จุดลบอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการรายกลางของบ้านเราก็คือเรื่องของระบบบัญชี ส่วนใหญ่ทำบัญชี 2 เล่ม ไว้หลอกสรรพากร ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะการทำบัญชีที่ถูกต้อง อาจจะทำให้เราแทบไม่ต้องเสียภาษีในช่วงแรกๆ ด้วยซ้ำ เพราะมันจะแสดงผลประกอบการที่แท้จริงออกมา ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายรายที่เติบโตต่อไม่ได้เพราะระบบบัญชีถูกเซตอย่างไม่ถูกต้อง อีกเรื่องที่ถือเป็นกับดักของพวกเขาก็คือ การขายตัดราคา เพราะการขายตัดราคาทำให้ไม่มีกำไร คนที่ตัดราคาถูกสุด คนนั้นจะเจ๊ง จึงต้องหันมาสร้างมูลค่าเพิ่มจากการซื้อสินค้าแทน อาทิ มีสินค้าครบในที่เดียว มีการจัดส่งที่ดี แม้จะขายแพงกว่านิดหน่อย ก็ยังทำให้ลูกค้าซื้อกับร้านเรา”