บริการวิดีโอสตรีมมิ่ง Apple TV+ ของ Apple ได้เปิดให้บริการสมัครสมาชิกเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน (ตามเวลาในสหรัฐ) เป็นไปตามที่ Apple ได้เคยประกาศไว้ ซึ่งเป็นการเปิดบริการวิดีโอสตรีมมิ่งก่อน Disney+ ของ Disney ที่จะเปิดให้บริการในสันที่ 12 พฤศจิกายน
ค่าสมัครสมาชิกเพื่อใช้บริการ ราคา 4.99 ดอลลาร์ ต่อเดือน ต่ำที่สุดในบรรดาค่าบริการวิดีโอสตรีมมิ่งของทุกค่ายรวมทั้งของ Disney+
และยังมีโปรโมชั่น ใช้ Apple TV+ ฟรี 1 ปี หากผู้บริโภคซื้อ iPhone, iPad, iPod touch, Apple TV หรือ Mac รุ่นใหม่ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนเป็นต้นมา และได้ลงชื่อเข้าใช้ Apple ID ที่เชื่อมโยงกับอุปกรณ์เหล่านั้น ซึ่งบนอุปกรณ์เหล่านั้นปุ่มสมัครสมาชิกจะแสดงว่า จะได้รับบริการทดลองใช้ Apple TV+ ฟรีหนึ่งปีเต็มโดยอัตโนมัติ
คอนเท้นต์ Apple TV+ อยู่ในแอป Apple TV ที่มีให้บริการใน macOS, Apple TV, iOS และ iPadOS ซึ่งได้ Preinstalled อยู่บนอุปกรณ์เหล่านี้แล้ว โดยมีรายละเอียดดังนี้
การดู Apple TV+ บน iPhone และ iPad อยู่ในแอป Apple TV (Preinstalled บนระบบปฏิบัติการ iOS 12.3 และรุ่นที่ใหม่กว่า)
การดู Apple TV+ บน Apple TV อยู่ในแอป Apple TV (Preinstalled บนระบบปฏิบัติการ tvOS 12.3 และที่ใหม่กว่า)
การดู Apple TV+ บน macOS อยู่ในแอป Apple TV (Preinstalled บนระบบปฏิบัติการ macOS Catalina และที่ใหม่กว่า)
ผู้ที่ใช้อุปกรณ์ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการ iOS และ iPadOS สามารถดาวน์โหลดรายการต่างๆบน Apple TV+ สำหรับการดูแบบออฟไลน์ได้
และแอป Apple TV นี้ กำลังขยายตลาดเข้าสู่อุปกรณ์ของแบรนด์ต่างๆที่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับ Apple และติดตั้ง แอป Apple TV ซึ่งมีบริการวิดีโอสตรีมมิ่ง Apple TV+ อยู่ด้วย อุปกรณ์ของแบรนด์พันธมิตรที่มี แอป Apple TV ซึ่งผู้ใช้บริการสามารถเปิดใช้บริการสมัครสมาชิกเพื่อดูรายการจาก Apple TV+ ได้ทันทีตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ได้แก่ Roku, Amazon Fire TV, สมาร์ททีวีของ Samsung, LG, Vizio และ Sony รวมทั้งยังจะขยายไปสู่แบรนด์อื่นๆในอนาคต ซึ่งสมาร์ททีวีของแบรนด์เหล่านี้บางรุ่นรองรับ AirPlay 2 อยู่แล้วดังนั้นผู้ใช้บริการสามารถส่ง Apple TV+ จาก iPhone ของตนไปยังหน้าจอทีวีเพื่อดูรายการของ Apple TV+ บนทีวีได้แม้ว่าแอปจะยังไม่พร้อมใช้งาน
ในช่วงของการเปิดให้บริการ ผู้ใช้บริการจะได้ดูรายการที่น่าสนใจหลายรายการ ได้แก่ "The Morning Show" นำแสดงโดยดาราชั้นนำของฮอลลีวู้ด Jennifer Aniston, Reese Witherspoon และ Steve Carrell, "See", "For All Mankind,” “Dickinson,” “Snoopy in Space,” “Ghostwriter,” “Helpsters,” รวมถึงภาพยนตร์สารคดี “The Elephant Queen” และรายการทอล์คโชว “Oprah’s Book Club"
ยังมีคอนเทนต์อีกมากที่กำลังจะออกอากาศบน Apple TV + เช่น หนังสยองขวัญลึกลับของ M. Night Shyamalan เรื่อง Servantarrives ที่จะออกอากาศวันที่ 28 พฤศจิกายน และมีอีกมากมายที่จะตามมาในปีหน้า เช่น Amazing Stories ของ Spielberg
จุดแข็งสำคัญในการขยายตลาดให้ครอบคลุมทั่วโลกของ Apple TV+ คือ การเปิดให้บริการเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ Apple TV + ได้เปิดให้บริการใน 100 ประเทศทั่วโลกในวันเดียวกันด้วย นี่ทำให้ Apple TV+ มีจุดเหนือกว่าคู่แข่งเกือบทุกรายรวมทั้ง Disney+ ที่จะเปิดตัวในวันที่ 12 พฤศจิกายน ซึ่งตามข่าวว่าในช่วงเปิดตัว Disney+ จะเริ่มจากการเปิดให้บริการในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเนเธอร์แลนด์ ดังนั้นนี่จะทำให้ Apple TV+ ท้าทายผู้นำตลาดอย่าง Netflix ที่มีให้บริการทั่วโลกอยู่แล้วโดยตรง
จุดแข็งที่สำคัญอีกประการของ Apple TV+ คือ การจัดโปรโมชั่นให้บริการฟรี 1 ปีสำหรับผู้ที่ซื้อผลิตภัณฑ์ของ Apple คือ iPhone, iPad, iPod touch, Apple TV หรือ Mac รุ่นใหม่ตั้งแต่ต้นเดือนกันยายน ปี 2019 ที่ผ่านมาเป็นต้นไป นี่จะทำให้จะมีผู้บริโภคนับสิบๆล้านคน จนถึงเป็นร้อยๆล้านคนเข้าถึงบริการวิดีโอสตรีมมิ่ง Apple TV+ ได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการขยายตลาดจำนวนสมาชิกทั่วโลกในปริมาณมหาศาลในเวลาอันสั้น และถ้ารายการที่ผลิตออกมามีความสนุกน่าสนใจโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ก็ไม่ยากที่พวกเขาเหล่านั้นจะยินดีสมัครสมาชิกเสียเงินรายเดือนต่อไปเพราะค่าสมาชิกของ Apple TV+ ก็ถูกมาก เพียงประมาณ 4.99 ดอลลาร์ต่อเดือนเป็นเงินไทยก็ประมาณ 150 บาทเท่านั้น (อัตราแลกเปลี่ยร 1 ดอลลาร์ = 30.10 บาท)
เมื่อรวมการลงทุนมหาศาลกับการสร้างคอนเท้นต์คุณภาพและกลยุทธ์การขยายฐานสมาชิกจำนวนมากในเวลาอันสั้นแล้ว การรุกตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งของ Apple TV+ ในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ Netflix ผู้นำตลาดปัจจุบันจะได้รับผลกระทบ แม้แต่ Disney+ ที่มีคอนเทนท์คุณภาพระดับยอดนิยมอยู่ในมือมากมาย ก็มีสิทธิหนาวได้เหมือนกัน
Cr : TechCrunch / THE VERGE / engadget
source
source
source