ราล์ฟ เคลโบว์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า ไทม์โซน บูทีคนี้ใช้เงินลงทุนไปประมาณ 250 ล้านบาท โดยเป็นการลงทุนคนละครึ่งกับหุ่นส่วน
“กลุ่มเป้าหมายของเราคือนักสะสมนาฬิกาคนไทย 90% อีก 10% เป็นนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจต่างชาติ โดยเป็นกลุ่มผู้ชายประมาณ 60% และผู้หญิง 40% ส่วนเรื่องจำนวนสาขาในเมืองไทยไม่จำเป็นต้องมีสาขามากก็ได้ แต่จะเน้นเรื่องการให้บริการและเรื่องการสร้างบรรยากาศ และคุณภาพในการให้บริการกับลูกค้า เพื่อสร้างความแตกต่างและขายประสบการณ์”
สำหรับเป้าหมายในระยะยาวของไทม์โซนนั้น ทางผู้บริการคาดการณ์ไว้ว่าในปี 2021 จะเริ่มขยายสาขาออกไปยังต่างประเทศ โดยเลือกประเทศและเมืองไว้หลายแห่งด้วยกัน อาทิ ลอสแองเจลิส, ไมอามี, นิวยอร์ก, โมนาโก, ปารีส, บราซิล, อาร์เจนตินา, แม็กซิโก, ยุโรปตะวันออก ส่วนในอาเซียนก็มีประเทศเวียดนาม โดยคาดว่าใน 3 ปี จะสามารถเปิดร้านไทม์โซนได้ใน 8 ประเทศ
“ปัจจุบันนี้ตลาด Luxury Watch ในประเทศไทยมูลค่าประมาณ 260 ล้านเหรียญ มีการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี ตลาดจึงเป็นตลาดที่มีศักยภาพในอนาคต โดยจุดเด่นของนาฬิกาแนวอินดิเพนเดนซ์ระดับไฮเอนด์นั้น จะอยู่ที่ความเป็นธุรกิจครอบครัว ยังไม่ถูกซื้อไปจากเชนใหญ่ เจ้าของหรือคนทำนาฬิกายังคงถือครองแบรนด์อยู่ ซึ่งการทำตลาดจะเน้นเรื่องบริการหลังการขาย เป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ร้านอิสระจะได้เปรียบตรงนี้
เหตุผลที่เลือกทำแบรนด์อิสระ เพราะว่า คุยง่าย ไม่เน้นเป้าหมายเหมือนแบรนด์ใหญ่ ไม่ต้องมีพื้นที่ในร้านว่าต้องมีขนาดเท่าไหน แบรนด์อิสระไม่กดดันมากเท่า สิ่งนี้เป็นข้อดีที่ได้เปรียบร้านอื่นๆในตลาด”
ราล์ฟ เคลโบว์ กล่าวว่าเป้าหมายการขยายธุรกิจของไทม์โซน จะมี 2 แนวทางหลัก คือ 1. เพิ่มจำนวนร้านในต่างประเทศ 2. เพิ่มจำนวนแบรนด์นาฬิกาที่จะมาวางจำหน่ายในร้าน เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคมากขึ้น
ทุกวันนี้นาฬิกาที่มีวางจำหน่ายในร้านไทม์โซนมีระดับราคาตั้งแต่ 100,000 บาท ไปจนถึงราคา 240 ล้านบาท