เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ตั้งเป้าหมายในการมีโรงหนังทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ CLMV จำนวน 1,200 โรง โดยในประเทศไทยจะมีสาขาครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศภายในปี 2025 จากปัจจุบันที่ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป มีโรงภาพยนตร์อยู่ใน 60 จังหวัด เข้าถึงในระดับอำเภอและตำบล โดยมีแผนจะขยายสาขาโรงภาพยนตร์ไปอีก 17 จังหวัด ที่ยังไม่มีโรงภาพยนตร์เพื่อให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ แม่ฮ่องสอน, แพร่, กาฬสินธุ์, บึงกาฬ, เลย, สุรินทร์, อำนาจเจริญ, ชัยนาท, อุทัยธานี, นครนายก, สมุทรสงคราม, ตราด, ภูเก็ต, ตรัง, ยะลา, นราธิวาส, ปัตตานี โดยภายในสิ้นปีนี้ น่าจะมีจำนวนโรงหนังทั้งสิ้น 169 สาขา 810 โรง 183,958 ที่นั่ง แยกเป็นสาขาในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 46 สาขา 355 โรง 80,468 ที่นั่ง สาขาในต่างจังหวัด 115 สาขา 416 โรง 95,041 ที่นั่ง สาขาในต่างประเทศ 8 สาขา 39 โรง 8,449 ที่นั่ง
ส่วนหนึ่งของการขยายจำนวนโรงในต่างจังหวัดได้ค่อนข้างรวดเร็วนั้น มาจากการเกาะติดไปกับการขยายสาขาของเทสโก้ โลตัส ซึ่งการยึดโมเดลดังกล่าวเข้ามาเป็นตัวช่วยในการขยายสาขานั้น แน่นอนว่า เป็นการเข้าไปในโลเกชั่นที่มีประชากรหนาแน่นมากพอ
ขณะเดียวกัน เมเจอร์ น่าจะใช้วิธีคิดแบบเดียวกันกับยักษ์ค้าปลีก ที่ต้องการมีสาขาให้เข้าถึงลูกค้าได้มากที่สุด เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าไม่ต้องขับรถมาดูในเมืองที่มีระยะทาง 60 – 70 กิโลเมตร ทำให้เราได้เห็นโรงหนังของเมเจอร์ ไม่เพียงแค่ขยายเข้าไปยังจังหวัดเล็กๆ เท่านั้น แต่ยังมีการขยายลงลึกไปสู่อำเภอขนาดใหญ่ของแต่ละจังหวัดอีกด้วย
เมื่อประกอบเข้ากับ เทคโนโลยีของโรงหนังในปัจจุบันสามารถเข้ามาช่วยให้การขยายสาขาไม่ใช่ปัญหาใหญ่อีกต่อไป เพราะเมื่อการฉายหนังเปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นดิจิทัล ทำให้สามารถโหลด และฉายได้ทันที ไม่เพียงเท่านั้น ยังสามารถปรับเปลี่ยนหน้าหนังที่ฉายอยู่ได้ หากหนังเรื่องไหนไม่ได้รับการตอบรับที่ดี
เมเจอร์ใช้กลยุทธ์ราคาที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ หากเป็นจังหวัดใหญ่ๆ อย่างเชียงใหม่ หาดใหญ่ นครราชสีมา จะมีราคาตั๋ว 180 บาท ขณะที่จังหวัดขนาดรอง เช่น กำแพงเพชร พิษณุโลก ราคาค่าตั๋วจะอยู่ที่ 160 บาท และถ้าเป็นโรงหนังในระดับอำเภอ อาทิ อำเภอพังโคน ของจังหวัดสกลนคร หรืออำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ จะคิดราคาค่าตั๋วที่ 160 บาท ซึ่งเป็นการปรับให้เข้ากับกำลังซื้อของแต่ละพื้นที่ได้เป็นอย่างดี