ไม่มีใครปฏิเสธว่า ที่ผ่านมา รพ.บำรุงราษฎร์มีความเป็นเลิศทางการแพทย์แค่ไหนในฐานะโรงพยาบาลขั้นตติยภูมิที่ได้รับความไว้ใจจากคนไข้ทั้งไทยและต่างชาติ แต่ด้วยความที่รพ.บำรุงราษฎร์ โฟกัสในเรื่อง Safety Quality & High Standard ทำให้รพ.บำรุงราษฎร์ เลือกที่จะเป็นโรงพยาบาลสะแตนอะโลนต่างจากกลุ่มทุนเชนโรงพยาบาลเอกชนที่หันมาซื้อกิจการ และใช้โมเดลเข้าถือหุ้นในโรงพยาบาลขนาดกลาง และเล็กเพื่อรองรับ Demand ทั้งจากในประเทศ และต่างประเทศที่สูงขึ้น
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า การเป็นโรงพยาบาลสะแตนอะโลน ได้กลายเป็นขีดจำกัดต่อการเติบโตของรายได้ไปด้วย โดยที่ผ่านมารพ.บำรุงราษฎร์ พยายามปิด Gap นี้ด้วยการสร้างเครือข่ายพันธมิตรโรงพยาบาล 58 แห่งเมื่อ 3 ปีก่อนในลักษณะการส่งต่อคนไข้เข้ามารักษาใน รพ.บำรุงราษฎร์ ซึ่งก็สร้างรายได้ได้ในระดับหนึ่ง ประกอบกับความร่วมมือในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีดีมานด์การรักษาเฉพาะด้านจากเครือข่ายพันธมิตรโรงพยาบาล ทำให้ รพ.บำรุงราษฎร์ มองเห็นโอกาสทางธุรกิจที่จะสร้างการเติบโตทางรายได้ในระยะยาว พร้อมๆ กับสร้างความแข็งแกร่งของบุคลากรทางการแพทย์ให้เพิ่มมากขึ้น
นี่จึงเป็นที่มาของโมเดลทางธุรกิจที่เกิดเป็นครั้งแรกของเมืองไทย ภายใต้ชื่อ“บำรุงราษฎร์ เฮลท์เน็ตเวิร์ก” เพื่อต่อยอดพัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลพันธมิตรเพื่อขยายกลุ่มเป่าหมายในเซ็กเมนต์ระดับกลาง
นพ.สุธร ชุตินิยมการ ผู้อำนวยการด้านบริหาร บำรุงราษฎร์ เฮลท์เน็ตเวิร์ก กล่าวว่า โมเดล “บำรุงราษฎร์ เฮลท์เน็ตเวิร์ก” เป็นการร่วมลงทุนจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center of Excellence) ให้กับเครือข่ายโรงพยาบาลพันธมิตร ซึ่งจะดำเนินงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในลักษณะ Joint Operation หมายรวมถึง เงินทุน ค่าใช้จ่าย ทรัพยากรและรายได้ มีการฝึกอบรมถ่ายทอดความรู้และความชำนาญทางการแพทย์ให้กับทีมแพทย์ของโรงพยาบาลพันธมิตร เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการรักษาตามมาตรฐานของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้กระจายไปในภูมิภาคต่าง ๆ ในราคาที่สอดคล้องกับสภาวะของภูมิภาคนั้น ทั้งนี้ บำรุงราษฎร์จะเป็นผู้จัดหาเครื่องมืออุปกรณ์และเทคโนโลยีขั้นสูงที่จำเป็นในการรักษา ตามความเหมาะสมของเงินทุนและข้อตกลงร่วมกับโรงพยาบาลแต่ละแห่ง โดยอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย
โดยบำรุงราษฎร์ เฮลท์เน็ตเวิร์ก ได้เริ่มนำร่องจาก “สถาบันกระดูกสันหลังบำรุงราษฎร์”แห่งแรกที่โรงพยาบาลพริ้นซ์ สุวรรณภูมิและอยู่ระหว่างการเจรจาอีก 2-3 แห่งซึ่งคาดว่าในปีหน้าจะมีการรุกขยายโมเดลเข้าไปยังโรงพยาบาลพันธมิตรที่ตั้งอยู่บริเวณรอบนอกและในเขตปริมณฑล ประมาณ 4-5 แห่ง คาดว่าจะทำให้รายได้บำรุงราษฎร์เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20-30% จากรายได้ที่เกิดขึ้นต่อหนึ่งCenter of Excellence
และนอกจากจะให้บริการเกี่ยวกับโรคกระดูกสันหลังแล้ว บำรุงราษฎร์ เฮลท์เน็ตเวิร์ก ยังมุ่งเน้นให้บริการอีก 3 กลุ่มโรค ได้แก่ โรคข้อ ผู้ป่วยวิกฤต และโรคตา เพื่อรองรับตลาดสังคมผู้สูงวัย ซึ่งการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์นั้น จะขึ้นอยู่กับความพร้อมของโรงพยาบาลพันธมิตรว่าต้องการให้เข้าไปช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในด้านใด