สำหรับโครงการ ALL ที่ได้รับอานิสงส์ จากมาตรการดังกล่าว ประกอบด้วย 1. โครงการ ดิ เอ็กเซล ไฮด์อะเวย์ สุขุมวิท 50 (The Excel Hideaway Sukhumvit 50) 2. โครงการ ดิ เอ็กเซล ไฮด์อะเวย์ สุขุมวิท 71 (The Excel Hideaway Sukhumvit 71) 3. โครงการ ดิ เอ็กเซล คูคต (The Excel Khukhot) 4. โครงการ ไรส์ พระราม 9 (Rise Rama 9) 5. โครงการ เดอะ วิชั่น ลาดพร้าว - นวมินทร์ (The Vision Ladprao - Nawamin) 6.โครงการ ดิ เอ็กเซล ไฮด์อะเวย์ รัชดา - ห้วยขวาง (The Excel Hideaway Ratchada - Huai Khwang) และ 7.โครงการ ดิ เอ็กเซล ลาดพร้าว - สุทธิสาร (The Excel Ladprao - Sutthisan)
ปัจจุบัน บริษัทมี Backlog ที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์ปีนี้และจะโอนกรรมสิทธิ์ในปีต่อไป (2563) (สต๊อก) มูลค่ารวมกว่า 40% จาก Backlog ทั้งหมด 11,400 ล้านบาท นอกจากนี้ กว่า 40% ของโครงการทั้งหมดที่มีในมือมูลค่ารวมประมาณ 8,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่มีระดับราคาขายตั้งแต่ 1.5 - 3 ล้านบาท สอดคล้องกับมาตรการที่จะช่วยลดค่าโอนและค่าจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งผลจากมาตรการดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ เชื่อว่า ตั้งแต่ปลายปีนี้ จนถึงปีหน้า จะมีแรงซื้อจากอานิสงค์มาตรการดังกล่าว ทยอยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออลล์ อินสไปร์ฯ กล่าวตอกย้ำอีกว่า จากมาตรการดังกล่าว ผนวกกับกลยุทธ์การเจาะตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้ภาพรวมผลการดำเนินงานและอัตราการเติบโตในปี 2562 มีแนวโน้มเติบโตเป็นอัตราร้อยละที่ไม่น้อยกว่าสองหลัก เมื่อเทียบกับจากก่อนที่มีรายได้รวม 2,342.97 ล้านบาท ซึ่งรายได้รวมดังกล่าวคาดว่าเป็นรายได้ที่ทำสถิติสูงสุด ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ โดยจะเห็นได้จากในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมา บริษัทฯ มีความสามารถในการทำรายได้รวมแล้ว 2,339.38 ล้านบาท ดังนั้นในช่วงไตรมาสที่เหลือ ประกอบกับยอดขายรอโอน (Backlog) รวมมูลค่ากว่า 11,400 ล้านบาท ที่คาดว่าจะทยอยรับรู้ในช่วงไตรมาส 4/2562 ประมาณ 40% ของมูลค่ารวมทั้งหมด ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่าภาพรวมการเติบโตของ ALL ในไตรมาส 4/2562 จะเป็นไตรมาสที่ดีสุดของปีนี้ ซึ่งก็จะส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี 2562 เติบโตกว่าที่บริษัทฯ คาดการณ์ไว้ไม่ต่ำกว่า 4,500 ล้านบาท
“ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 บริษัทฯ มียอดขายรอโอน รวมมูลค่ากว่า 11,400 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้ในช่วงไตรมาส 4/2562 ประมาณ 40% โดย Backlog ทั้งหมดดังกล่าวเป็น Backlog ที่เป็นสินค้าในกลุ่มระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท ประมาณครึ่งหนึ่งของยอดทั้งหมด ทั้งนี้ ยอด Backlog ทั้งหมดแบ่งเป็น จากโครงการทาวน์โฮม จำนวน 300 ล้านบาท, โครงการประเภท High Rise จำนวน 3,400 ล้านบาท และโครงการประเภท Low Rise จำนวน 7,700 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้ต่อเนื่องถึงปี 2565 ทำให้บริษัทฯ มั่นใจผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีจากนี้ (2563 - 2565) ว่าจะมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่อง” ธนากร กล่าว