3 ZERO LATENCY EFFECT
เกิดมาจากการที่คนถูกสปอยด้วยดิจิทัล ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นผลที่เกิดมาจากการที่คนไม่รออะไรอีกแล้ว!!!
ทำให้คนไม่อดทนกับแบรนด์ หรืออะไรก็ตามที่ล้าหลัง เช่น แอพพลิเคชั่นแบงค์ไหนไม่สามารถกดซื้อ LTF ได้ในวันที่หุ้นตก เราจะไม่ใช้แบงค์นั้นอีกต่อไป
เพราะฉะนั้น แบรนด์ไหนที่มีเทคโนโลยีที่ไม่ตอบโจทย์ แบรนด์นั้นก็จะถูกถอดออกจากความคิดของผู้บริโภคไป เพราะคนจะเลือกแบรนด์ที่มีเทคโนโลยี มีประสบการใช้งานที่ดีกว่า มี 3 ปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิด ZERO LATENCY ดังนี้
Tech Edge
เทคโนโลยีนับว่าเป็นตัวเเปรสำคัญที่มาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งมีประเด็นน่าสนใจอยู่ 5 เรื่องคือ
-Seamless Internet Connectivity จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การมาของ 5G ในปีหน้า ก็จะช่วยทำให้ทุกอย่างเร็วขึ้นอีกกว่าเท่าตัว
-Computer Vision การจัดการตัวประมวลผล
- Streaming Data across Touch Points เมื่อก่อน คะแนนสะสมของโปรแกรม CRM อย่างบัตรเครดิต หรือ The One จะอัพเดทอย่างน้อย 1 เดือน หรือวันรุ่งขึ้น มาวันนี้คือ อัพเดทเลย ในวันที่ผู้บริโภคต้องการอะไรที่ Realtime ทำให้ Data ต้องส่งมอบแบบ Realtime เช่นกัน
-Predictive Analysis สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการวิเคราะห์ข้อมูล ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้
-Smart Speaker
Consumer Edge
ในฝั่งของผู้บริโภคเองก็เป็นตัวเเปรที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน ผู้บริโภคก็เปลี่ยนพฤติกรรม จากเดิมที่เคยอยากได้สินค้า ก็ต้องไปหาข้อมูล เปรียบเทียบราคา ถามผู้รู้ ไปดูสินค้า และค่อยสั่งซื้อ หรือไปซื้อ วันนี้ไม่มีอีกแล้ว เพราะผู้บริโภคเห็นแล้วซื้อเลย
ยกตัวอย่างจาก แคมเปญ 11.11 หรือ 12.12 เราได้ของ 7 ชิ้นในเวลา 5 นาที นี่คือการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน
มีข้อมูลบอกว่าคนไทยตั้งตารอแคมเปญ 11.11 มากกกว่ามิดไนท์เซลไปแล้ว
นันคือรูปแบบและพฤติกรรมที่การซื้อสินค้าที่เปลี่ยนไป อีกหนึ่งเรื่องคือพฤติกรรมการเสิร์ช ที่คนไม่ได้เสิร์ชผ่าน Google น้อยลง แต่เสิร์ชผ่านเสียงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลกับ SEO มากขึ้น ต้องเปลี่ยนมาทำ VEO มากขึ้น ทำให้รูปแบบการสร้างสื่อตรงนี้เปลี่ยนไป
Communication Edge
ผู้บริโภคเป็นแบบนี้ คอนเทนต์มีโอกาสที่จะออดิชั่นกับคนแค่ 6 วินาทีเท่านั้น ที่คนจะดูต่อ หรือเปิดข้าม แปลว่า คอนเทนต์ต้องคุณภาพต้องดีขึ้นมากเพื่อที่จะทำให้คนดูต่อ
นี่คือความท้าทายของคนทำการการตลาดและการสื่อสาร Short-form คอนเทนต์ยังไงก็เป็นสิ่งที่เรียนรู้และลงมือทำ