เฮ้าส์แบรนด์ หรือ Own Brand ในสเตปนี้ จึงมีภาพของความเป็นพรีเมียมมากขึ้น และถูกเลือกวางกลยุทธ์ด้วยการสร้างแบรนด์และตั้งชื่อแบรนด์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับชื่อของร้านค้าปลีก แต่เชื่อมโยงให้เห็นถึงการเป็นสินค้าที่วางขายเฉพาะในร้านค้าปลีกของตัวเอง
เฮ้าส์แบรนด์ในสเตปนี้จึงมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไป อย่างเทสโก้ โลตัส เรียกสินค้าในส่วนนี้ว่าเป็น Exclusive Brand ที่มีการเปิดตัวไปแล้ว อาทิ ตัว F&F ในหมวดแฟชั่น และ Eat Fresh ในหมวดของอาหาร รวมถึงตัวนำเข้ามาจากอังกฤษอย่าง Finest
ขณะที่ท็อปส์ ในเครือซีอาร์ซี เลือกวางแบรนด์ มายด์ช้อยส์ ที่มีภาพของความเป็นพรีเมียมอย่างชัดเจนไว้เป็นแบรนด์เรือธง และมีการสร้างแบรนด์รวมถึงภาพลักษณ์ตลอดจนการควบคุมคุณภาพของสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ เช่นเดียว กับเนชั่นแบรนด์ของซัพพลายเออร์รายใหญ่ๆ โดยข้อได้เปรียบของการเข้ามาทำแบรนด์สินค้าเองของรีเทลเลอร์ก็คือ การมีพื้นที่ขายที่สามารถเลือกวางในตำแหน่งที่เปรียบกับสินค้าที่เป็นแบรนด์เบอร์ 1 หรือเบอร์ 2 ได้
ขณะเดียวกัน การมีดาต้าเบสของผู้บริโภคจากการทำ CRM ผ่านตัวบัตรสมาชิกทั้งหลาย ทำให้รู้ถึงความต้อง การที่แท้จริงของผู้บริโภค ส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญที่จะถูกส่งต่อมาถึงการพัฒนาสินค้าที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค ที่หลายครั้งสามารถเลือกพัฒนาสินค้าในหลายเอสเคยู เพื่อเข้ามาเจาะลงลึกถึงความต้องการแบบเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเป็นจุดที่ซัพพลายเออร์เจ้าของแบรนด์สินค้าไม่สามารถทำได้ เพราะหากสินค้าไม่มีวอลุ่มที่มากพอจะไม่คุ้มค่าต่อการผลิต ขณะที่ หากทำสินค้าหลายเอสเคยู แล้ววางขายในร้านค้าปลีกจะมีต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่า Fee ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรกเข้า หรือค่าเป้าการขาย ฯลฯ
ความเปลี่ยนแปลงในปีกของซัพพลายเออร์ ที่กลายร่างมาเป็นรีเทลเลอร์ที่โดดเด่น จะอยู่ในแวดวงของสินค้าแฟชั่น ซึ่งแรงผลักดันที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนของตลาดมาจากในช่วงไม่ถึง10 ปีที่ผ่านมา เกิดการเติบโตของห้างมหาศาล โดยเฉพาะการเข้าไปพบกับเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Real Estate Fund ทำให้สามารถขยายสาขาของศูนย์การค้าที่มีห้างสรรพสินค้าเข้ามาเป็นแมกเน็ตหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อมีการขยายตัวของห้างที่ค่อนข้างมาก ซัพพลายเออร์ไม่สามารถลงทุนตามห้างทุกแห่งทุกสาขาได้เป็นวงจรที่ทางฝั่งของห้างเองก็เข้าใจสถานการณ์ดี ทำให้ทางห้างต้องพยายามที่ต้องหาทางเลือกใหม่ๆ และเป็นที่มาให้เริ่มมีการมาวางโพซิชันนิ่งของแบรนด์แต่ละระดับให้มีความแตกต่างกันบางห้างก็เริ่มมีการขยับพื้นที่ของแบรนด์ไทยและอินเตอร์แบรนด์ออกจากกัน และยังเป็นการพยายามที่จะเพิ่มพอร์ตโฟลิโอของตัวเองให้มากขึ้น
จากการที่สเปซมีมากขึ้น แต่มีซัพพลายเออร์เพียงไม่กี่รายที่เปิดสาขาตามการขยายตัวของห้างได้ทัน เพราะเมื่อมองเข้ามาในรายละเอียดแล้ว จะพบว่าซัพพลายเออรไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นนี้ได้ ทั้งค่าใช้จ่ายในการสต๊อกของให้ครบทุกสาขา และหากรวมไปถึงค่าพื้นที่ด้วยก็ต้องใช้จ่ายมหาศาล บางรายต้องใช้เงินไม่ต่ำกว่าร้อยล้านบาทเฉพาะแค่ส่วนของเงินประกันโดยที่ยังไม่รวมค่าสินค้า
นั่นจึงเป็นที่มาที่ห้างทุกรายเริ่มมีโครงสร้างในลักษณะนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมห้างต้องนำสินค้าเข้ามาขายและเป็นเจ้าของแบรนด์เอง
แม้ในปัจจุบัน ช่องทางขายผ่านออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น และซัพพลายเออร์หลายๆ ราย ก็เริ่มใช้เป็นช่องทางขายผ่านรูปแบบทั้งการเข้าไปเปิดร้านในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซต่างๆ แต่ภาพของการขายผ่านร้านค้าปลีกออฟ ไลน์ก็ยังคงมีบทบาท เพราะนอกจากการขายแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นทัชพ้อยท์หนึ่งในการเข้าถึงเพื่อสัมผัสและมีประสบ การณ์ร่วมกับแบรนด์
ทีนี้ ลองมาดูรูปแบบร้านค้าปลีกของซัพพลายเออร์ ตลอดจนเฮ้าส์แบรนด์ของรีเทลเลอร์ว่ามีอย่างไรบ้าง