สังเกตได้ว่ากลุ่ม SME หรือโอท็อป ส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบคำถามได้ว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นทำไปเพื่อขายใคร ส่วนใหญ่จะถูกสอนแค่เรื่องของการพัฒนาแพ็กเกจจิ้งว่าทำอย่างไร หรือพัฒนาโปรดักต์อย่างไร ทำให้ส่วนใหญ่ทำการผลิตสินค้าออกมาเหมือนกัน โดยไม่รู้จะขายใครหรือคู่แข่งคือใคร ซึ่งถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญ โดยตลาด Driven จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ให้แก่ภาคเศรษฐกิจฐานราก เพราะนอกจากทำให้เกิดการหมุนของเศรษฐกิจได้ทันที ยังสามารถ Shape ไปสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งตลาดที่รัฐบาลตั้งใจจะส่งเสริมให้เกิดขึ้น แบ่งเป็น 4 ตลาด ประกอบด้วย
1. ตลาดชุมชน คือ ตลาดที่กระจายลงไปสู่รากหญ้าจริงๆ เช่น ตลาดนัด ตลาดในชุมชน สถานที่ที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน ทำมาค้าขาย บางคนทำงานอย่างอื่นอยู่แล้ว ก็สามารถผลิตหรือทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เพื่อให้เกิดเป็นรายได้ขึ้นมา รองรับกำลังซื้อที่เกิดขึ้น ซึ่งตลาดชุมชนนับเป็นตลาดพื้นฐานสำคัญ ที่ต้องพยายามส่งเสริมให้เกิดการกระจายตัวจำนวนมาก
อีกหนึ่งแนวทางที่รัฐบาลพยายามสร้างให้เกิดขึ้นในเรื่องของตลาดชุมชน คือ การขยายร้านค้าชุมชนให้กระจายไปทั่วทั้ง 80,000 หมู่บ้าน โดยปีที่ผ่านมาสามารถเปิดไปแล้วกว่า 19,000 หมู่บ้าน ในจำนวนนี้มีกลุ่มที่แข็งแรงจริงๆ ยังมีจำนวนจำกัด ทำให้สิ่งที่รัฐบาลจะต้องทำต่อในปีนี้ คือ การทำให้ทั้ง 19,000 หมู่บ้าน มีความเข้มแข็ง เพราะถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญสำหรับการสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจฐานราก
2. ตลาดต้องชม เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของตลาดชุมชน ที่ขยับขึ้นมาสู่การเป็นตลาดที่มีความเป็นเอกลักษณ์หรือมีอัตลักษณ์ จากต้นทุนของประเทศไทยที่มีความเข้มแข็งด้านวัฒนธรรม หากพยายามต่อยอดพัฒนาในเรื่องเหล่านี้ จะทำให้สิ่งนี้กลายมาเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ โดยกลุ่มเป้าหมายที่สำคัญของตลาดนี้คือ กลุ่มนักท่องเที่ยว จากการดึงเอาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม หรืออัตลักษณ์ของพื้นที่มาเป็นจุดขาย และพยายามเชื่อมโยงเข้ากับการท่องเที่ยว โดยที่มีชุมชน หรืออาจจะเป็นภาคเอกชนเข้ามาเป็นผู้ดูแลและบริหารจัดการ
3. ตลาด S-Curve คือ การใช้ความเข้มแข็งทางด้านอัตลักษณ์ของไทย โดยเฉพาะในเรื่องของอาหารการกินมาเป็นจุดขายให้กับกลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวต่างชาติ ด้วยการพยายามส่งเสริมตลาดที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบ เช่น ผลไม้ ถือเป็นลักษณะของการทำ Area Base Development เพื่อให้เกิดการเติบโตแบบทั้งคลัสเตอร์ ไม่ใช่เติบโตเพียงจุดใดจุดหนึ่ง โดยพยายามนำโปรดักต์ต่างๆ ของภาคเกษตรและปศุสัตว์ เข้ามาอยู่ในไปป์ไลน์ เพื่อใช้ในการหมุนเศรษฐกิจฐานราก
ส่วนตลาดที่ 4. คือ ตลาดกลางสินค้าเกษตรของชุมชน ซึ่งเป็นตลาดที่มีความหมายและเป็นหัวใจสำคัญ เพราะสามารถเข้ามาเป็นกลไกในการลดเรื่องของการผูกขาด แก้ปัญหาเรื่องล้ง หรือการเอาเปรียบเกษตรกร เนื่องจากตลาดกลางแห่งนี้ จะเข้ามาดึงซัพพลายส่วนเกินที่ยังเหลืออยู่ หลังจากเข้าไปในตลาดอื่นๆ ก่อนหน้าที่จะทำการส่งต่อไปยังตลาดกลางขนาดใหญ่ของประเทศต่อไป
อย่างไรก็ตาม การนำเรื่องของตลาดมาเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบริบทการแข่งขันในปัจจุบัน โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่ยุค Digital Disruption ที่กลุ่มฐานรากอาจไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความรู้ หรือความเชี่ยวชาญในเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งจะกลายเป็นรอยต่อสำคัญที่ทำให้ช่องว่างในเรื่องของความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มฐานรากและบริษัทขนาดใหญ่แตกต่างกันมากยิ่งขึ้น และเป็นเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลต้องพยายามเข้ามาพัฒนาเรื่องของตลาดต่างๆ เหล่านี้ เพื่อพัฒนาให้เกิดการเชื่อมโยงสู่ดิจิตอลชุมชน ในรูปแบบอินเตอร์เน็ตชุมชน ที่เชื่อมกันโดยมีตลาดเข้ามารองรับ เพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องของ Product Gap หรือเรื่องของช่องว่างของความสามารถในการแข่งขันที่แตกต่างกันมาก
“วันนี้วิธีคิดของรัฐบาล คือ การใช้ตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก แต่ไม่ใช่เน้นที่การเปิดตลาดอย่างเดียว เพราะไม่ได้ช่วยให้ผู้ประกอบการอยู่รอดได้ หากยังขาดซึ่ง Skill ในการบริหารจัดการอย่างสิ้นเชิง ทำให้จะมีอีกสิ่งที่เราจะทำอย่างเป็นรูปธรรมในปีนี้คือ การใส่งบประมาณเพื่อนำมาใช้ในการพัฒนาทั้ง 4 ตลาดนี้ จำนวน 15,000 ล้านบาท ซึ่งมิติในการพัฒนาครั้งนี้ ไม่ใช่แนวทางในการพัฒนาแบบเดิมๆ แต่จะพยายามเติมในเรื่องของเทคโนโลยีเข้าไปด้วย เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดได้ และสามารถปรับตัวเข้ากับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้”
สเตปแรกในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลชุดนี้คือ การใช้ตลาดเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน ซึ่งการเดินในลักษณะนี้จะทำให้คนในระดับฐานรากมีความเข้มแข็งมากขึ้น และยังเป็นโอกาสในการต่อยอดสู่การนำแบรนด์ไทยออกไปแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้ในอนาคตอีกด้วย