ไพศาล บอกอีกว่า หากมองมาที่เทรนด์ของตลาดร้านอาหาร พบว่า ตลาดที่อยู่ตรงกลาง หรือตอบโจทย์ลูกค้าระดับกลาง เริ่มมีการแข่งขันที่เป็นเรดโอเชี่ยน ขณะที่เริ่มมีร้านอาหารที่จับกลุ่มล่างในราคาไม่สูงนักอย่างร้านส้มตำ หรือร้านก๋วยเตี๋ยวเรือ เข้ามาในตลาดมากขึ้น รวมถึงการเติบโตของดิลิเวอรี่ที่ส่งผลกระทบกับภาพรวมของตลาด ทำให้ต้องมีการมองหาโอกาสจากผู้บริโภคกลุ่มใหม่ๆ พร้อมไปกับการรักษาฐานลูกค้าเดิมเพื่อให้ยังคงมีการเข้ามาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
“สิ่งที่เราเห็น Opportunity ก็คือกลุ่มบนที่ยังมีคู่แข่งน้อยอยู่ เราก็เลยครีเอทแบรนด์ 2 แบรนดเพื่อเข้ามากินตลาดพรีเมียมไมซ์ โดยกลุ่มที่มีเงินในบ้านเราคือกลุ่มที่อยู่ในเจนเอ็กซ์ขึ้นไป จนถึงเบบี้บูมเมอร์ เป็นคนสูงอายุ มีเงิน เจนเอ็กซ์คาบเกี่ยวกัน ทำงานหนัก มีเงิน และกล้าใช้เงิน ร้านอาหารระดับพรีเมียมจึงตอบโจทย์ผู้บริโภค คือถ้าไม่ไปบนสุด เราก็จะแข่งขันกันยากแล้ว เพราะตรงกลางหนาแน่น ขณะที่ข้างล่างก็เริ่มเข้ามาเยอะขึ้น เราจึงไปกลุ่มพรีเมียมเลย เราแตกแบรนด์ โฮว ยู (HOU YUU), ซากาเอะ (SAKAE)”
การสร้างโอกาสการเติบโตในรูปแบบของการแตกแบรนด์ใหม่เข้ามาในตลาดนั้น นอกจากการเติบโตที่ดีของร้านอาหารญี่ปุ่นระดับพรีเมียมแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งน่าจะมาจากการที่แบรนด์หลัก คือโออิชิ ถูกตีกรอบกับคำว่าบุฟเฟ่ต์มานาน จึงต้อง Spin Off ไปสร้างแบรนด์ใหม่ เพราะถ้าใช้โออิชิ Perception ของคนก็ยังคิดว่าเป็นแมส การขยายฐานของตลาดจึงทำได้ค่อนข้างยาก โดยแบรนด์ซากาเอะ จะเริ่มต้นจากการเป็นร้านชาบูพรีเมียม ก่อนที่จะขยายไปสู่อาหารญี่ปุ่นประเภทอื่นๆ ขณะที่โฮว ยู จะเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่อยู่ในตลาดบ้านเรามาแล้ว โดยอากู๋ แกรมมี่ ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม เป็นคนสร้างแบรนด์นี้ขึ้นมา ด้วยเหตุผลของการอยากกินอาหารญี่ปุ่นดีๆ ก่อนส่งต่อแบรนด์ให้กับโออิชิ
นอกจากการแตกแบรนด์ใหม่ไปเล่นกับลูกค้าระดับบนแล้ว ยังมีการเพิ่มโอกาสการเติบโตใหม่ๆ ด้วยการเข้าตลาดขนมหวานและไอศกรีมสไตล์ญี่ปุ่น โดยส่งแบรนด์ โอโยกิ (OYOKI) ไอศกรีมซอฟต์เสิร์ฟ เพื่อขยายช่วงเวลาของการขายจากแค่การเป็นมื้ออาหารกลางวันและเย็นมาสู่การกินได้ตลอดทั้งวัน โดยโอโยกิ จะเป็นแบรนด์ที่มีการนำแบรนด์แม่อย่างโออิชิเข้าไป Endorse เพื่อทำให้เกิดได้เร็วขึ้น ขณะที่อีก 2 แบรนด์ จะมีการแยกแบรนด์ออกไปทำต่างหาก
“การเข้าตลาดบนนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ Experience ของคนไทยยกระดับขึ้นไปมากแล้ว จากในอดีต ร้านอาหารญี่ปุ่น ทำโดยคนไทย ลูกค้าก็กินได้ แต่เมื่อคนไทยมีประสบการณ์มากขึ้น จากการท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น จึงต้องการอะไรที่มากกว่าในอดีต ใกล้เคียงญี่ปุ่นมากที่สุด นั่นคือสาเหตที่แบรนด์ใหม่ผมต้องใช้ญี่ปุ่นเป็นคนทำ แล้วให้คนญี่ปุ่นเป็นคนบริหาร ดีไซน์เมนู แม้กระทั่งวิธีการหรือมุมมอง การดีไซน์ร้าน ผมจะใช้ญี่ปุ่นดีไซน์หมดแล้ว เพราะถ้าใช้คนไทยดีไซน์ มันก็จะได้มุมมองแบบเดิมๆ ผมต้องการให้มัน Authentic มากที่สุด แล้วต้องการให้ดูพรีเมียมจริงๆ ไม่ใช่ไทยมองญี่ปุ่น แต่เป็นญี่ปุ่นมองคนไทย จะทำอย่างไรให้ Attractive มากยิ่งขึ้น เป็น Total Experience ไม่ใช่แค่อาหาร เราต้องให้มันแตกต่างจากที่อื่น ถ้าจะให้เป็พรีเมียม ต้องเป็น Total Experience จริงๆ”
.