ขณะที่ ภาพของความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษนี้ คงไม่ใช่แค่การเซ็กเม้นต์ในรูปแบบเดิมๆ อีกต่อไป แต่มีการเซ็กเม้นต์ที่แยกย่อยลงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะกับการเข้าไปตอบโจทย์ในเรื่องของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้บริโภค รวมถึงการก้าวข้ามไปสู่การเป็นค้าปลีกแบบ O2O หรือออฟไลน์ ทู ออนไลน์ ที่ผสานกันเป็นเนื้อเดียวกันแบบไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างลงตัว
ทีนี้ ลองมาไล่เลียงร้านค้าปลีกแต่ละเซ็กเม้นต์ที่เกิดในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พร้อมกับมองเลยไปถึงแนวโน้มใหม่ๆ ที่ร้านค้าปลีกประเภทต่างๆ มีทิศทางที่จะมุ่งไปกันดูบ้าง
เซ็กเม้นต์แรก ไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือซูเปอร์เซ็นเตอร์ เป็นร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ที่มีจุดขายในเรื่องของการขายสินค้า ราคาถูกทุกวัน ที่เน้นขายสินค้าประเภท FMCG (Fast Moving Consumer Goods) และของที่จำเป็นในชีวิต ประจำวันอย่างหมวดอาหารประมาณ 70-80% ที่เหลือจะเป็นสินค้าทั่วไปพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า ฯลฯ
ร้านค้าปลีกเซ็กเม้นต์นี้ เกิดขึ้นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อปี 2537 โดยกลุ่มซีพี ที่เปิดตัว โลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และกลุ่มเซ็นทรัล ที่เข็น บิ๊กซี เข้ามาต่อกร ตามติดด้วยคาร์ฟูร์จากฝรั่งเศสที่กลุ่มเซ็นทรัลก็มีหุ้นด้วยในช่วงแรก แต่หลังจากเศรษฐกิจล่มเมื่อปี 2540 เป็นต้นมา ร้านค้าปลีกแนวนี้ก็ตกเป็นของต่างชาติอย่างสิ้นเชิง โดยเทสโก้ จากอังกฤษ เข้ามาเทกโอเวอร์ โลตัส ขณะที่บิ๊กซี มีกลุ่มกาสิโน จากฝรั่งเศสเข้ามาถือหุ้นใหญ่ ส่วนคาร์ฟูร์ก็ถูกยึดครองโดยเจ้าของแบรนด์แบบเต็มตัว
หลังจากคาร์ฟูร์ขายกิจการในประเทศไทยให้กับกลุ่มกาสิโน และกลุ่มกาสิโนก็ถอนตัวออกจากตลาดค้าปลีกบ้านเราโดยขายกิจการของบิ๊กซีทั้งหมดให้กับคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี โดยมีบริษัทในเครืออย่างเบอรี่ ยุคเกอร์หรือบีเจซี เป็นคนดูแลในส่วนนี้ ล่าสุด กลุ่มเทสโก้ก็มีการประกาศแผนในการขายธุรกิจค้าปลีกทั้งที่อยู่ในเมืองไทย และมาเลเซีย โดยมีผู้สนใจมากมายทั้งกลุ่มซี.พี.กลุ่มเซ็นทรัล หรือแม้แต่คุณเจริญเองก็อยากได้ เพราะสามารถนำมาต่อยอดในการบุกตลาดทั้งในไทย และประเทศมาเลเซียได้ทันที
ที่น่าจับตามองก็คือ ดีลนี้ อาจจะมีเซอร์ไพรส์ตรงที่ยักษ์อีคอมเมิร์ซจากจีนอย่างอาลีบาบา อาจจะเอากับเขาด้วย เพราะจะทำให้การทำตลาดแบบออมนิชแชนแนลของตัวเองมีความสมบูรณ์แบบ เพราะเป็นการได้ร้านค้าปลีกที่เป็นออฟไลน์สโตร์กว่า 2,000 สาขา เข้ามาเติมเต็มทันทีโดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
ปัจจุบัน ไฮเปอร์มาร์เก็ต เดินมาสู่สเตปที่ 2 ของการทำตลาด จากเดิมในสเตปแรกจะเน้นที่การใช้ราคาเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงผู้บริโภค มาสู่การสร้างความแตกต่างด้วยการนำเสนอตัวสินค้าโดยเฉพาะสินค้าในหมวดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่มีทิศทางการอัพเกรดอย่างชัดเจน จากเบสิก โลว์ไพรซ์ มาสู่ ไฮ อิมเมจ โลว์ไพรซ์ นำเรื่องของการดีไซน์ และความเป็นแฟชั่นมาเป็นตัวชูธงนำหน้าแบรนด์ เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคจากเดิมที่เน้นเรื่องแบรนด์ เป็นตัวนำเรื่องอื่นๆ มาสู่การใช้ดีไซน์ นำแบรนด์ ขายในราคาที่ต่ำกว่าดีพาร์ตเมนต์สโตร์ทั่วไป เพื่อเข้าไปแชร์ตลาดในส่วนที่ค้าปลีกเซ็กเม้นต์นี้ยังเข้าไปไม่ได้คือกลุ่มที่ซื้อของในห้างสรรพสินค้า