BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
21,242
VIEWS

ถอดบทเรียน “อาดิดาส” Co–Branding อย่างไรให้ปัง !?!

ก.ย. 21, 2560 R.Somboon

จากการแข่งขันที่รุนแรงในปัจจุบัน ทำให้หลายบริษัทที่เคยทำตลาดแบบข้ามาคนเดียวจำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดใหม่เสียแล้ว เพราะมีหลายกรณีศึกษาที่พบว่า การร่วมมือกันของแบรนด์ที่อยู่ต่างธุรกิจกันออกไป หลายต่อหลายครั้งล้วนประสบความสำเร็จจนได้ข้อสรุปออกมาว่า

1+1 มีค่ามากกว่า 2

แน่นอนว่า การทำ Co - Creation จะต้องเกิดจากบริษัทห้างร้านมากกว่า 2 แบรนด์ขึ้นไป มาจับมือเป็นพันธมิตรกันเพื่อสร้างสรรค์แคมเปญการตลาด หรือสินค้าใหม่ๆ ออกมาให้ผู้บริโภค

แล้วหลักการทำ Co Creation นั้นพอจะแบ่งออกตามลักษณะความร่วมมือคร่าวๆ ได้เป็น 3 แนวทางคือ

1. Co – Branding  เป็นการหยิบเอาจุดเด่นจุดแข็งของแต่ละแบรนด์ มาผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อวัตถุประสงค์ทางการตลาดอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ออกเป็นสินค้ารุ่นพิเศษ เนื่องในโอกาสพิเศษที่มีจำนวนจำกัด

2. Co – Promotion หรือความร่วมมือของแบรนด์เพื่อร่วมกันจัดกิจกรรมทางการตลาดพิเศษ หรือทำส่งเสริมการขายในช่วงจังหวะใดจังหวะหนึ่ง หรือเพื่อทำเป็น Loyalty Program ขึ้นมา เป็นต้น

3. Joint Venture บางครั้งจากจุดเริ่มต้นของความร่วมมือเล็กๆ ก็สามารถขยายตัวจนกลายมาเป็นการร่วมลงทุน เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน มีตั้งแต่เงินทุน สินทรัพย์ บุคลากร ไปจนถึงเทคโนโลยี

จุดที่น่าสังเกตคือ การทำ Co -  Creation ในระยะหลังๆ นี้ แบรนด์ที่ได้รับความนิยมมักจะเป็นสุดยอดของ Brand ในอุตสาหกรรมนั้นๆ ถึงจะเรียกความสนใจจากผู้บริโภคได้ดี

ถ้าเป็นรถยนต์ ก็ต้อง Ferrari หรือ Lamborghini

ถ้าเป็น Fashion Brand ก็ต้อง PRADA, Giorgio Armani หรือ D&G

ขณะที่การก้าวข้ามเส้นแบ่งจากแบรนด์กีฬามาสู่โลกแฟชั่นของแบรนด์กีฬาดังๆ ระดับโลกไม่ว่าจะเป็นอาดิดาส ไนกี้ พูม่า จะมีการใช้การ Co – Branding เป็นทางลัดในการสร้างให้ภาพของการเป็นสปอร์ตแฟชั่นสมบูรณ์แบบเร็วยิ่งขึ้น อย่างกรณีของแบรนด์อาดิดาส ที่เป็นกรณีศึกษาของเรื่องราวที่จะนำเสนอในเรื่องนี้ โดยเราสามารถเกริ่นถึง Mission ที่ชัดเจนของแบรนด์อาดิดาสในการเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์กีฬาชั้นนำของโลก นั่นทำให้อาดิดาส จะต้อง Segment ตลาดเพื่อเข้าไปตอบสนองความต้องการที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีพื้นฐานเป็นลูกค้ากลุ่ม Sport-Oriented หรือฐานลูกค้าในกลุ่มกีฬา

สิ่งที่ อาดิดาส คอยป้อนเข้าสู่ตลาดโลกอยู่เสมอ คือ ผลิตภัณฑ์และการทำตลาดที่โฟกัสการสื่อสารและกิจกรรมทางการตลาด เพื่อถ่ายทอด Brand Attitude ผ่านสโลแกน “Impossible is nothing” พร้อมวางตำแหน่งทางการตลาดของแบรนด์ อาดิดาส ให้อยู่ ณ ระดับพรีเมียมแบรนด์ในทุกตลาดทั่วโลก

อาดิดาส เลือกใช้การ Co – Branding กับแบรนด์แฟชั่นชื่อดังรวมถึงดีไซเนอร์ชั้นนำของโลก เพื่อใช้เป็นทางลัดในการทำให้ภาพของการเป็นแฟชั่นสปอร์ตโดดเด่นขึ้น ขณะที่แบรนด์กีฬารายอื่นๆ ของใช้รูปแบบที่ใกล้เคียงกัน จนกลายเป็นไฮไลท์เด่นของการสร้างภาพพจน์ในเรื่องที่ว่านี้ ซึ่งรายละเอียดกรณีศึกษาของการ Co – Branding หลายๆ เคสที่อาดิดาสเคยทำมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกนำมาบรรจุไว้ตามรายละเอียดในย่อหน้าต่อจากนี้ไป

Adidas + Goodyear

ในฐานะที่เป็นบทความเรื่องการ Co-Branding ลำดับต้นๆ ของกรณีศึกษาเกี่ยวกับความร่วมมือทางการตลาดระหว่างอาดิดาส และบรรดาแบรนด์ต่างๆ นั้น กรณีของแบรนด์อาดิดาส และแบรนด์กู๊ดเยียร์ คงสามารถเกริ่นถึง Mission ที่ชัดเจนของแบรนด์อาดิดาสในการเป็นแบรนด์ผลิตผลิตภัณฑ์กีฬาชั้นนำของโลก นั่นทำให้อาดิดาสจะต้องเซ็กเม้นต์ตลาดเพื่อเข้าไปตอบสนองความต้องการที่มีรูปแบบเฉพาะเจาะจง โดยมีพื้นฐานเป็นลูกค้ากลุ่ม Sport-Oriented หรือฐานลูกค้าในกลุ่มกีฬา

สำหรับการจับมือกับแบรนด์กู๊ดเยียร์ ในอาดิดาสรุ่นนั้นๆ จะถูกผลิตโดยมีวัสดุจากกู๊ดเยียร์ ประกอบเป็นส่วนของพื้นรองเท้า ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์มี Selling Point ในส่วนของการเกาะยึดและคุณภาพของวัตถุดิบยางที่มีมาตรฐาน ถือเป็นการประกาศกับผู้บริโภคและแฟนรองเท้ากีฬาของอาดิดาสที่ใส่ใจในรายละเอียด คุณภาพ เพราะถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่นวัตกรรมใหม่อะไรนัก แต่ความเชื่อถือของทั้งสองแบรนด์ที่โคจรมาเจอกันก็พอจะทำให้เกิดผลบวกต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์อาดิดาสเอง และถือเป็นการเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ กับแบรนด์ ไอเดีย ที่ทาง กู๊ดเยียร์มีการปรับปรุงภาพลักษณ์องค์กรโดยมีคอนเซ็ปต์ของการ “Helping you get there” คือ การช่วยให้ผู้บริโภคสามารถไปถึงจุดหมายได้โดยสวัสดิภาพ ทั้งความปลอดภัย / ทันเวลา ทั้งหมดถูกถ่ายทอดให้มีความทันสมัยและกระชับมากขึ้น

ส่งผลให้อาดิดาส สามารถครีเอทพื้นที่ของคุณภาพได้ “อย่างสร้างสรรค์” เนื่องเพราะการจะออกมาประกาศถึงคุณภาพของวัสดุที่ใช้นั้น ออกจะเป็นวิถีที่ปฏิบัติกันมาอย่างช้านาน แต่การบริหารแวลู่ของแบรนด์ อย่างสร้างสรรค์ต่างหากที่จะทำให้แม้คราวนี้เป็นการพูดถึง Functional Benefit แต่ก็สามารถสื่อสารถึง DNA ของอาดิดาสเองได้

 (The Real) Impossible is nothing.. นั่นคือ ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับอาดิดาส (จริงๆ)

Adidas+Missy Elliot

“Superstar 35th Anniversary Music Series #21 Missy Elliott” คือ ชื่อรุ่นเต็มๆ ของรองเท้ากีฬาอีกหนึ่ง Co - Branding ที่ชัดเจนในการผสาน Commercial Art ลงในการออกแบบผลิตภัณฑ์ เพราะตัวศิลปินที่ชื่อ Missy Elliot เองนั้น ก็ถือว่ามีดีเอ็นเอของแบรนด์เป็นของตัวเองในการฝากวัฒนธรรมฮิพฮอพ ด้วยสไตล์ที่ Unique และ Sporty อยู่เสมอ

แต่หลายคนที่ทั้งเป็นแฟนและไม่ได้เป็นแฟนประจำของอาดิดาส คงสงสัยไม่น้อยว่าทำไมสไตล์ของ Missy Elliot จึงเหมาะสมที่สุดในความร่วมมือครั้งนี้ เพราะ Missy Elliot เองถือเป็นความเปลี่ยนแปลงในวงการฮิพฮอพด้วยบีทและกรูฟอันเป็นเอกลักษณ์ ความไม่กลัวที่จะเปลี่ยนทิศทางของกระแสฮิปฮอปในขณะนั้น ทำให้เธอสามารถเซตตำแหน่งและบุคลิกของตนเองได้อย่างชัดเจน กลายเป็นผู้นำในยุครุ่นของฮิพฮอพที่มีจุดเปลี่ยนของนวัตกรรมทางจังหวะและเมโลดี้ได้อย่างสวยงาม

สำหรับจำนวนคู่เพียง 5,000 คู่ ได้ถูกวางจำหน่ายไปทั่วโลก ยิ่งเป็นการตอกย้ำความพิเศษของรองเท้ารุ่นนี้ และเป็นการขยายความของคำว่า Original ที่ Adidas สามารถผูกแบรนด์ของตัวเองไว้กับคำนี้

พร้อมๆ กับความเป็นไปไม่ได้.. ที่เกิดขึ้นมาให้เราพบเห็นอีกครั้ง ซึ่งแม้การ Co – Brand ในครั้งนั้นจะผ่านมานาน แต่ก็ยังถูกกล่าวขาน เพราะเป็นตำนานบทหนึ่งของอาดิดาสในการใช้กลยุทธ์นี้.....

Adidas+Porsche Design

Sport Collection

การผนวกรากฐานประวัติอันยาวนานของทั้งสองแบรนด์ ออกมาเป็นคอลเลคชั่นรองเท้ากีฬาที่ทำให้ผู้บริโภครู้สึก Sporty และ Classy ไปในเวลาเดียวกัน คือ แนวคิดการบวกรวมอีกครั้งของ Adidas และ Porsche Design โดยนำดีเอ็นเอของความประณีตละเอียดอ่อนในการส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดออกสู่ตลาด

เป็นอีกกรณีศึกษาที่แม้จะผ่านมาหลายปี แต่ก็ยังคงความน่าสนใจแบบไม่เสื่อมคลาย....

จุดเด่นของงานดีไซน์นั้นจะอยู่ที่ Porsche Design ซึ่งเน้นไปที่งานฝีมือและสไตล์ที่ถือเป็นลายเซ็นของแบรนด์ คือ การดูมีความคล่องแคล่ว นำสมัย พร้อมๆ กับเพิ่มความขลัง หรือ Sophisticate ให้กับทาง Adidas ไปด้วย

ความร่วมมือในครั้งนั้น แน่นอนว่า ไม่ได้จับคู่กันเพื่อสร้างความหวือหวาในซีซั่นนั้น แต่เป็นการพัฒนานวัตกรรมทางการออกแบบร่วมกันในระยะยาวระหว่างทั้ง 2 แบรนด์ ถือเป็นคอลเลคชั่นที่เน้นภาพ Sport Performance และดีไซน์อันไฮเทคสำหรับกลุ่มลูกค้าผู้ชาย ถือเป็นการต่อภาพกลุ่มลูกค้าที่ทาง Adidas พยายามจะเข้าถึง ซึ่งสายผลิตภัณฑ์ที่สามารถสะท้อนถึงความตั้งใจนี้ได้อย่างชัดเจน นั่นคือ การเน้นงานดีไซน์ในกลุ่มสินค้าสำหรับกีฬากอล์ฟ

ความเป็นผู้ใหญ่นั้น คงไม่สามารถอาศัยเพียงประวัติศาสตร์และงานดีไซน์ที่มีคุณค่าได้เพียงเท่านั้น เพราะสิ่งที่ Porsche Design ถือครองอยู่ คือ ดีเอ็นเอของการออกแบบที่น่าตื่นตาตื่นใจ พร้อมๆ ไปกับฟังก์ชั่นการใช้งานที่เป็นนวัตกรรมของวงการอยู่เรื่อยไป..

Adidas+Stella McCartney

หลายครั้งที่แบรนด์แฟชั่นกีฬามักผูกขาดกับกลุ่มลูกค้าเพศชายหรือความทะมัดทะแมง ความแข็งแรง โดยน้อยครั้งที่ผู้หญิง ทั้งที่ชื่นชอบและไม่ได้ชื่นชอบหรือสนใจในการกีฬา จะกลายเป็นกลุ่มที่ถูกสนใจและปรับโฟกัสทั้งๆ ที่กำลังซื้อนั้นนับว่ามหาศาลไม่แพ้กัน

อย่างไรก็ตาม Adidas by Stella McCartney ถือเป็นความฉลาดในการเข้าไปพูดกับผู้บริโภคแฟชั่น ด้วยการจับคู่ดีไซเนอร์มาแรงชาวอังกฤษที่ผลงานได้ครองใจสาวๆ ทั่วโลกอย่าง Stella McCartney และแบรนด์อาดิดาส ซึ่งชุดเครื่องแต่งกายที่ออกแบบโดย Stella McCartney ได้ออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในปี 2005 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

นอกจากการเจาะตลาด Women’s Wear แล้ว งานดีไซน์ที่เน้นให้เกิด Function ของการใช้งานที่หลากหลายยังทำให้คอลเลคชั่นนี้โดดเด่นบนแคทวอล์คทุกซีซั่น เพราะอารมณ์และการแต่งตัวที่หลากหลายของผู้หญิงนั้น กำลังถูกตอบสนองด้วยคอลเลคชั่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า

“ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมผู้หญิงเราต้องเสียสละสไตล์ของตัวเองไปทุกทีที่เล่นกีฬา” แม่งานอย่าง Stella McCartney เคยว่าเอาไว้เมื่อคราวที่เปิดตัวคอลเลคชั่น นั่นทำให้ Style กลายเป็นคำที่เข้ามามีอิทธิพลต่อไลน์ผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเอาใจกลุ่มหญิงสาวซึ่งต้องการแบรนด์ชุดกีฬาที่เข้าใจความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง

หากนี่คือการแข่งขันเทนนิสหญิง ประเภทคู่อย่างหนึ่ง ก็นับว่า 2 คนนี้ต่างมีจุดเด่นในลูก Forehand และ Backhand ของตัวเอง ซึ่งถ้าดูภาพในสนามแล้ว..ก็นับว่าขาดลอย..

Y-3

Adidas+Yohji Yamamoto

การเกิดขึ้นของ Y-3 ซึ่งเป็น Exclusive Project สุดพิเศษระหว่าง Adidas และดีไซเนอร์ชาวญี่ปุ่นอย่าง Yohji Yamamoto โดยความหมายของ Y-3 นั้น Y คือ คำที่แสดงแทน Yohji Yamamoto และ 3 ก็คือ แถบ 3 เส้นอันเป็นสัญลักษณ์ในโลโก้ Adidas มาช้านาน

แต่สิ่งที่ทำให้คอลเลคชั่นนี้แตกต่างไปจากการจับคู่กับดีไซเนอร์คนอื่นๆ คือ คราวนี้ Yohji Yamamoto สามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่ เพราะทุกอย่างจะเริ่มต้นจากศูนย์มากกว่าคราวอื่นๆ ที่มักจะเป็นการประยุกต์จากดีไซน์หรือโครงสร้างที่มีอยู่เดิม

Yohji Yamamoto ถือเป็นดีไซเนอร์ที่มีอิทธิพลและมีชื่อเสียงในรูปแบบชิ้นงานสไตล์ Avant Garde ทำให้คอลเลคชั่นนี้สะท้อนถึงความเป็นแฟชั่นกีฬา เนื้องานที่แฝงไปด้วยความประณีตในทุกรายละเอียด และกำลังวางตัวเองเป็นชุดกีฬาสำหรัยโลกอนาคต

Y-3 ถือเป็นแบรนด์ที่ออกมาเต็มเติม Range ของผลิตภัณฑ์สำหรับ Adidas ที่มีตั้งแต่ Sport Performance ไปจนถึง Sport Heritage

มาคราวนี้ คือ สิ่งที่ขาดอยู่..ในกลุ่มที่เรียกว่า Sport Style และหากเป็น Adidas แน่นอนว่า Unique Style เท่านั้นที่จะเข้ามาครอบครองตลาดส่วนนี้

Adidas – DIESEL

คอลเลคชั่นสุดพิเศษ Originals Denim by DIESEL ที่เป็นการ Co – Branding กันระหว่าง 2 แบรนด์สุดยอดแห่งไลฟ์สไตล์คือ Adidas Originals และ DIESEL ออกมาเพื่อรับกับฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนปี 2008 ถือเป็นการเปิดประตูสู่ตลาดแฟชั่นอย่างสมบูรณ์แบบอีกครั้งหนึ่งของแบรนด์กีฬาอย่าง Adidas

ทั้ง Adidas และ DIESEL ใช้เวลาพัฒนาร่วมกันถึง 4 ปี ภายใต้การดูแลของวิลเบิร์ต แดส (Wilbert Das) ที่มาในฐานะของผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์

การมีเป้าหมายที่จะผลักดันเสื้อผ้าในแนวของแฟชั่นสปอร์ตออกไปสู่ผู้บริโภคในทุกมุมโลกที่สามารถสวมใส่ได้ทุกโอกาสของ Adidas ทำให้ Adidas ต้องมีมูฟเม้นต์ที่รวดเร็วและสามารถสร้างความสั่นสะเทือนให้กับวงการได้ในระดับที่เกินกว่า 5 ริกเตอร์ ซึ่งครั้งนี้ก็เช่นกัน เพราะแฟชั่นกางเกงยีนส์รุ่นที่เป็นลิมิเต็ด อิดิชั่นที่เป็นความร่วมมือของ 2 แบรนด์ดังในครั้งนี้สร้างความฮือฮาและได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแฟนพันธุ์แท้ของทั้ง 2 แบรนด์

DIESEL ถือเป็นแบรนด์ที่เข้ามาปฏิวัติวงการยีนส์แฟชั่น ภายใตแนวคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนขณะที่ Adidas ก็ได้ชื่อว่าเป็นผู้ปฏิวัติในวงการแฟชั่นสปอร์ต และเมื่อแบรนด์นักปฏิวัติมาร่วมมือกัน ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา

"เมื่อ Luxury Resale ไม่ได้อยู่แค่ในเมืองอีกต่อไป” เจาะกลยุทธ์เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ กับการสร้าง Luxury Ecosystem รูปแบบใหม่

สงครามอิหร่านกระทบ Zara และธุรกิจ Fast Fashion ทั่วโลก ต้นทุน Supplier โพลีเอสเตอร์พุ่งสูง

ห้างเซ็นทรัล เดินหน้าผลักดันสนับสนุนแบรนด์แฟชั่นและบิวตี้ เตรียมจัดงาน “Central The Fashion Disruptors 2026” จับมือ “HERA Thailand”

เจาะลึกความสำเร็จ HOUSE OF LITTLEBUNNY แบรนด์ไทยที่สร้างปรากฏการณ์ ‘ไวรัลข้ามพรมแดน’ จากไอเทมยอดฮิต สู่ Fashion Destination ของสาว SEA

Shein ยักษ์ค้าปลีกออนไลน์จีนบุกปารีส เปิดร้านจริงในห้างสรรพสินค้าขาย Ultra fast-fashion

ท็อปส์ ชู “Food Fashion Department Store” ใช้แฟชั่น ผสานฟู้ด รีเทล สร้างประสบการณ์ช้อปที่แตกต่าง

DNA ต้องเป๊ะ-คอนเทนต์ต้องปัง AnyMind Group กางตำราปั้น Community เปลี่ยนผู้ติดตามให้เป็นลูกค้าอย่างยั่งยืน

จาก Cultural Asset สู่ Economic Asset สูตรความสำเร็จเฟสติวัลไทย

ครึ่งเก้า GROUP ดันแนวคิดพาร์ตเนอร์ไม่ใช่ลูกสังกัด พร้อมเดินเกมขยายเค้กทั้งอุตสาหกรรม

แรนดี้ – ชัยชัช นพประภา ปั้นตลาดโอมากาเสะสไตล์ “Fillets” เปลี่ยนซูชิเป็นประสบการณ์ เปลี่ยนร้านอาหารเป็นโรงละคร

Read More Stories  

Research

รู้จักจีนน้อยไป AI ระดับโลกกำลังคิดแบบปักกิ่ง เมื่อข่าวดีจากทั่วโลกต้องจ่ายเงิน แต่โฆษณาชวนเชื่อจีนให้ฟรี

เมื่อ “คนโสด” เป็นคนหมู่มากของสังคมไทย และกำลังสร้าง “เศรษฐกิจคนโสด” ปรากฏการณ์ที่ธุรกิจไทยไม่อาจมองข้าม

ไถฟีดอยู่ดีๆ สรุปได้ตั๋วเครื่องบินเฉย! Klook เผยคนไทยกว่า 52% เที่ยวตามคอนเทนต์บนโซเชียล

Salesforce เผย มีเพียง 5% ของพนักงานไทยที่ไม่ใช้ AI Agent องค์กรต้องเร่งสร้างทักษะก่อนเสียความสามารถในการแข่งขัน

Read More Stories  

Digest

ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผนึกกรมควบคุมมลพิษ–พันธมิตร ประกาศเจตนารมณ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน สู่การใช้ทรัพยากรพลาสติกอย่างยั่งยืน

เอพี ไทยแลนด์ ตอกย้ำองค์กรแห่งการเรียนรู้ เสริมทัพสกิล AI มุ่งส่งมอบ LIVING QUALITY

PTG โชว์ฟอร์ม! Q1/69 พอร์ต Non-Oil แข็งแกร่ง กำไรขั้นต้นโต 6.1% YoY - กาแฟพันธุ์ไทยขยายสาขาแตะ 2.3 พันสาขา ปริมาณการจำหน่ายน้ำมันโต 5.2% YoY

Unboxing Ideas

โตเกียวชุบชีวิต “ตู้โทรศัพท์” สู่จุดกระจาย Wi-Fi ฟรี เพราะของเก่า ไม่จำเป็นต้องถูกทิ้งเสมอไป

“ไม่มีคำว่าแก่เกินเล่น” เมื่อ LEGO อัปเดตกล่องใหม่เป็น 100+ เพื่อเป็นของขวัญแด่ Sir David Attenborough

Farmhouse Fact รู้หรือไม่ สีคลิปหนีบถุงขนมปัง มีสีต่างกันตาม 'วันที่วางขาย'

อยากกินก็ต้องทนรอ จาก 3 วิ เป็น 3 นาที KitKat กับ Vending Machine ที่ช้าสุดในโลก

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact