สำนักข่าว INDEPENDENT ของอังกฤษรายงานว่า ผลกระทบจากการระบาดของโรค Coronavirus (COVID-19) จะทำให้ผู้คนประสบภาวะล้มละลายมากกว่าคนที่เสียชีวิต และย้ำว่านี่เป็นเหตุฉุกเฉินระดับโลกอย่างแท้จริง
อันตรายทางเศรษฐกิจของ Coronavirus นั้นสูงกว่าความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนอย่างทวีคูณ หากไวรัสส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของคุณ เป็นไปได้มากที่สุดที่คุณจะหยุดทำงาน ซึ่งกดดันให้นายจ้างของคุณต้องให้คุณออกจากงาน ทำให้คุณต้องประสบภาวะล้มละลายทางอาชีพของคุณไม่มีงานทำไม่มีรายได้
เงินจำนวนมหาศาลนับล้านล้านดอลลาร์ที่ถูกกวาดล้างออกจากตลาดการเงินในสัปดาห์นี้จะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากรัฐบาลของเราไม่ก้าวเข้ามา และหากประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงสะดุดในวิธีการจัดการกับสถานการณ์ของเขา ก็อาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Joe Biden ได้ระบุว่า COVID-19 เป็นจุดอ่อนสำหรับทรัมป์
เขายังย้ำว่า ภาวะความเป็นผู้นำที่ “หนักแน่นมีความสม่ำเสมอมั่นคงมั่นใจ” คือความหวังในชั่วโมงนี้ที่อเมริกาต้องการ
การระบาดของ COVID-19 ทั่วโลก ได้ทำให้มีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 4,721 คน (ข้อมูลวันที่ 13 มีนาคม 2020 ช่วงเช้า เวลาในไทย) แต่มันจะทำให้มีคนพิการทางเศรษฐกิจหลายล้านคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่การระบาดของโรคได้ก่อให้เกิดมหาพายุที่สมบูรณ์แบบ (Perfect Storm) ที่เกิดพร้อมกับ การตกต่ำอย่างรุนแรงมากของตลาดหุ้น, สงครามน้ำมันระหว่างรัสเซียและซาอุดีอาระเบีย และการไหลทะลักของประชาชนจำนวนมหาศาลจากสงครามจริงในซีเรียที่อาจนำไปสู่วิกฤตผู้อพยพข้ามชาติที่อาจเกิดขึ้น
การต่อสู้กับไวรัสเป็นเรื่องที่สำคัญ และเรื่องที่สำคัญมากที่ต้องทำไปพร้อมกัน คือการฉีดวัคซีนเศรษฐกิจของเราให้พ้นจากการระบาดของโรคตื่นตระหนก ความทุกข์ของมนุษย์สามารถมาในรูปแบบของการเจ็บป่วยและความตาย แต่มันอาจเป็นประสบการณ์ที่ยากลำบาก หากคุณไม่มีรายได้พอที่จะสามารถชำระค่าใช้จ่าย หรือสูญเสียบ้านของคุณ
ธุรกิจขนาดเล็กกำลังดิ้นรนจากปัญหาวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพราะปราศจากผลิตภัณฑ์หรือวัสดุที่จำเป็นต่อการผลิต อันเป็นผลจากการปิดโรงงานในประเทศจีน ส่งผลให้ดัชนีของผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (Purchasing Manager’s Index) ของประเทศต่ำที่สุดซึ่งวัดจากผลิตผลที่ออกจากโรงงาน
ประเทศจีนเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดของโลกและรับผิดชอบการผลิต 1 ใน 3 ของโลก ดังนั้นปัญหาของจีนคือปัญหาของทุกคน แม้จะอยู่ท่ามกลางสงครามการค้าระหว่างทำเนียบขาวและปักกิ่งก็ตาม
ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความกังวลมากขึ้นว่า รัฐบาลยังคงมองว่าเรื่องนี้เป็นวิกฤตด้านสุขภาพไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจ ฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่นักเศรษฐศาสตร์จะต้องเข้ารับช่วงต่อจากแพทย์ก่อนที่โรคระบาดจะแพร่กระจายอย่างแท้จริง
เป็นการยากที่จะจินตนาการว่าอิตาลีจะไม่เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ (ขณะนี้เศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลกกำลังถูกปิดตัวลง) นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องยากที่จะจินตนาการถึงความล้มเหลวที่ส่งผลกระทบต่อยุโรปและประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดคือสหรัฐอเมริกา และสิ่งเหล่านี้จะถูกรวมอยู่ในภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจทั่วโลกเว้นแต่รัฐบาลจะก้าวเข้ามาเร็วกว่าและทำงานหนักกว่าเมื่อ 12 ปีก่อนในช่วงเกิดวิกฤตการเงินครั้งล่าสุด
ความพยายามแก้ปัญหาได้เริ่มขึ้นแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ผลักดันการแก้ปัญหาผ่านการลดภาษีเงินเดือนและหนี้ที่เกินเวลาชำระ และช่วยเหลือแรงงานรายชั่วโมง อันเป็นมาตรการที่จะช่วยให้นายจ้างและลูกจ้างอยู่รอด ส่วนในสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) Rishi Sunak รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เปิดตัว 'Coronavirus Budget' แต่ทุกคนต้องคิดให้ใหญ่กว่านี้ หากพวกเขาต้องการวิธีการจัดการที่ถูกต้อง เพื่อก่อให้เกิดปัจจัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้
Cr : THE INDEPENDENT
Source