3. จัดสรรแยกกลุ่มพนักงานเพื่อบริหารความเสี่ยง หัวใจที่สำคัญที่สุดในการดำเนินธุรกิจ คือ พนักงาน ฉะนั้นจึงควรปิดความเสี่ยง โดยการแบ่งกลุ่มพนักงานในฝ่ายงานสำคัญต่าง ๆ อย่างน้อย 2 กลุ่ม โดยไม่ให้พบปะกันโดยตรง เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อทั้งกลุ่ม แยกกลุ่มพนักงานที่มีความเสี่ยงสูงเช่น พนักงานขาย ออกจากพนักงานที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และปรับใช้เทคโนโลยีเพื่อให้พนักงานสามารถทำงานคนละที่ได้ เช่น Video Conference และ Collaboration tools ต่าง ๆ
4. ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ “เครื่องสแกนลายนิ้วมือ” ถือเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค แม้มีการดูแลทำความสะอาดอยู่เสมอก็ตาม องค์กรควรพิจารณาหันมาใช้ระบบจดจำใบหน้าแบบชีวภาพ (Biometric Facial Recog nition) ปรับเปลี่ยนการชำระเงินเป็นแบบไร้เงินสดเพื่อลดการใช้ ธนบัตรหรือเหรียญ ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงในการแพร่กระจายไวรัส ในองค์กรที่มีจำนวนร้านค้าภายในจำนวนมาก อาทิ ศูนย์อาหาร หรือโรงอาหาร อาจนอกจากนั้นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการที่จอดรถที่ต้องแจกบัตรเพื่อเข้าออกลานจอดรถ สามารถนำเทคโนโลยี IoT (Internet of Thing) เข้ามาเชื่อมต่อกับระบบที่จอดรถ เช่น การใช้เทคโนโลยี ALPR (Auto license plate recognition) ที่สามารถอ่านป้ายทะเบียนรถที่เข้าออกที่จอดรถและเชื่อมต่อกับไม้กั้นที่เปิดปิดแบบอัตโนมัติ โดยไม่ต้องใช้บัตรในการผ่านเข้าออก เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคจากผู้ใช้งานเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อระหว่างบุคคลที่เข้าออกอาคาร
5. ประเมินคู่ค้า วางแผนสำรองและหาแหล่งทดแทน ในส่วนองค์กรในส่วนภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาวัสดุอุปกรณ์จากประเทศจีนเป็นหลัก โดยเฉพาะสินค้าในหมวดคอมพิวเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ อาจประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบหรือต้นทุนในการผลิตได้ ฉะนั้นองค์กรควรจัดทำแผนด้านซัพพลายเชนเพื่อเสาะหาแหล่งผลิตสำรองโดยการหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้ผลิตภายในประเทศหรือประเทศอื่นรวมทั้งวางแผนสำรองวัตถุดิบเพื่อการผลิต รวมทั้งต้องพิจารณาแผนในกรณีที่โรงงานในประเทศจีนเริ่มกลับมาทำงานเป็นปกติไว้ด้วย