เดินทาง และลดการจัดกิจกรรมนอกบ้านของประชาชนส่งผลให้การบริจาคโลหิตลดลงอย่างมาก ปริมาณโลหิตสำรองที่จำเป็นต่อการรักษาพยาบาลจึงลดลงอย่างรวดเร็ว จนเสี่ยงต่อการเกิดภาวะโลหิตสำรองไม่เพียงพอทั่วประเทศ บริษัทจึงร่วมกับศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย จัดรถเคลื่อนที่เพื่อรับบริจาคโลหิตในคอนโด “ลุมพินี” และโครงการที่ LPP เป็นผู้บริหารจัดการ ล่าสุด คณะกรรมการ 16 โครงการ ตอบรับแนวทาง “ร่วมใจ ห่วงใย แบ่งปัน” พร้อมร่วมรณรงค์ให้ผู้พักอาศัยและเพื่อนบ้านข้างเคียงโครงการที่เข้าเกณฑ์สามารถบริจาคโลหิตได้
โดยสภากาชาดไทยต้องเข้าสำรวจสถานที่ และพิจารณาความพร้อมของโครงการในหลายด้านหลังจาก โครงการแสดงความจำนงเข้าร่วมในกิจกรรม ซึ่งมีโครงการที่กำหนดวันรับบริจาคแล้วทั้งหมด 12 โครงการ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และยังมีอีก 4 โครงการที่อยู่ระหว่างการสำรวจพื้นที่ของสภากาชาดไทย
สำหรับผู้ที่จะสามารถบริจาคโลหิตได้ ต้องผ่านการคัดกรองตามเกณฑ์มาตรฐานของสภากาชาดไทย เช่น ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะ หรือยาจำพวกแอสไพริน ยาแก้อักเสบ เป็นต้น ทั้งยังต้องผ่านเกณฑ์การคัดกรองว่าไม่มีความเสี่ยงติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ตามมาตรฐานของศูนย์บริการโลหิต ได้แก่
1. ผู้ที่เดินทางกลับจากประเทศที่มีความเสี่ยงของการแพร่ระบาด ให้งดบริจาคโลหิต 4 สัปดาห์
2. ผู้ที่ใกล้ชิดผู้ป่วยโควิด-19 งดบริจาคโลหิต 4 สัปดาห์
3. ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อโควิด-19 ตั้งแต่รับเชื้อและหายป่วย ต้องเว้นระยะบริจาคโลหิต 3 เดือน
4. ภายหลังบริจาคโลหิต หากพบว่าป่วยจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้รีบแจ้งหน่วยงานที่รับบริจาคโลหิตทันที
5. ผู้ที่บริจาคโลหิต ต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพตนเอง โดยให้ข้อมูลตรงตามความเป็นจริง
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างระยะห่าง (Social Distancing) ระหว่างจัดกิจกรรมอย่างเข้มงวด รวมถึงยังต้องมีการคัดกรองเฉพาะที่สามารถรับบริจาคโลหิตและนำไปใช้ได้ โดย 6 โครงการที่จัดกิจกรรมไปแล้ว มีผู้ที่ผ่านเกณฑ์คัดกรองสามารถบริจาคได้รวม 263 คน จาก 349 คน ซึ่งจะสามารถช่วยเหลือชีวิตผู้ป่วยได้ถึง 1,052 คน โดยโครงการลุมพินี พาร์ค ริเวอร์ไซด์-พระราม 3 มีผู้บริจาคสูงที่สุดถึง 92 คน รองลงมา คือ ลุมพินี ทาวน์ชิป รังสิต-คลอง 1 จำนวน 68 คน
ที่ผ่านมา LPP ได้ร่วมสนับสนุนในทุกกิจกรรมของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2539 และเข้าร่วมในกิจกรรมรณรงค์อื่นๆ เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญของปริมาณโลหิตสำรองของประเทศ ที่ต้องเพียงพอต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วยในทุกกรณี ทั้งจากโรคภัย การเปลี่ยนถ่ายเลือด หรืออุบัติเหตุต่างๆ
“เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จะยาวนานและส่งผลกระทบอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน และการระบาดเริ่มเข้าใกล้ตัวเราทุกขณะ ความร่วมมือร่วมใจให้ประเทศไทยของเราสามารถผ่านวิกฤตนี้ไปให้ได้ จึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคน สำหรับผู้ที่มีสุขภาพที่แข็งแรง สมบูรณ์ จึงอยากขอเชิญชวนร่วมบริจาคโลหิตให้สภากาชาดไทย เพื่อให้ปริมาณโลหิตสำรองของประเทศเพียงพอต่อการช่วยชีวิตผู้ป่วย ซึ่งมีความต้องการโลหิตมากขึ้นเรื่อยๆและอย่างต่อเนื่อง” สมศรี กล่าว