ทอยส์ “อาร์” อัส
เมื่อนักฆ่า ถูกฆ่าตัดตอน
เหตุผลสำคัญของการยื่นล้มละลายของทอยส์ อาร์ อัส ถูกมองว่าเป็นผลกระทบรุนแรงจากการขยายตัวของธุรกิจอีคอมเมิร์ซในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเข้ามาส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมค้าปลีกในรูปแบบร้านค้าแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะกับการทรงอิทธิพลต่อการช้อปปิ้งของคนอเมริกันของ Amazon.com Inc. ซึ่งทำให้ผู้ค้าปลีกแบบดั้งเดิมรายใหญ่หลายราย ได้ยื่นขอความคุ้มครองเจ้าหนี้ในปีนี้รวมถึง Payless Inc., Gymboree Corp., และ Perfumania Holdings Inc. ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังใช้กระบวนการใน Chapter 11 เพื่อปิดร้านแบบดั้งเดิมที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า และขยายการดำเนินงานแบบออนไลน์
แม้จะมีการปรับตัวมาระยะเวลาหนึ่ง แต่ทอยส์ อาร์ อัส ก็เลี่ยงผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการช้อปปิ้งของลูกค้าได้ หลังจาก David Brandon ซีอีโอได้เข้ามาบริหารกิจการ ทอยส์ “อาร์” อัส ในปี 2015 เขาพยายามทำให้การช้อปปิ้งของเล่นในทอยส์ “อาร์” อัส มีความสนุกสนานมากขึ้น เมื่อปีที่แล้วเขาได้กำหนดวิสัยทัศน์ของเด็ก ๆ ว่า "พาพ่อแม่ไปที่ร้านของเราเพราะพวกเขาอยากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น โดยทอยส์ “อาร์” อัส ได้จัดรายการ "Hot Toy Finder" ซึ่งจะบอกลูกค้าว่าที่ใดในร้านที่สามารถค้นหาสินค้าที่แสดงในรายการ "Holiday Hot Toy List" ซึ่งเป็นรายการสินค้าที่มีรายชื่อ 50 ของเล่นสุดฮอตมากที่สุดในรอบ 20 ปี ในราคาที่เหมาะสมและผ่อนจ่ายโดยไม่มีดอกเบี้ย
การปรับตัวอีกส่วนหนึ่งก็คือ ทอยส์ “อาร์”อัส มีการขายผ่านช่องทางออนไลน์ โดยขายผ่านทางเว็บไซต์ต่างๆ อาทิ Toysrus.com และ Babiesrus.com นอกเหนือจากสาขาที่มีอยู่กว่า 1,500 สาขาทั่วโลก โดยในย่านเอเชีย ทอยส์ “อาร์”อัสมีสาขาอยู่ในฮ่องกง 15 สาขา สิงคโปร์ 8 สาขา บรูไน 1 สาขา มาเลเซีย 32 สาขา ไต้หวัน 22 สาขา ฟิลิปปินส์ 63 สาขา มาเก๊า 2 สาขา จีนแผ่นดินใหญ่ 77 สาขา และไทย 10 สาขา แบ่งเป็นสาขาในส่วนกลาง 5 สาขาในเซ็นทรัลเวิลด์ บิ๊กซี พระราม 4 แฟชั่นไอส์แลนด์ เมกะ บางนา และสเปล ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิต ที่เหลือกระจายอยู่ในหาดใหญ่ ภูเก็ต พัทยา ระยอง และเชียงใหม่
ซีอีโอคนใหม่ เข้ามาช่วยลดภาระหนี้สินบางส่วนของทอยส์ “อาร์” อัส แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่สามารถฟื้นความมั่งคั่งของธุรกิจได้ โดยทอยส์ “อาร์” อัส รายงานผลขาดทุนสุทธิ 164 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่สิ้นสุดวันที่ 29 เมษายน 2017 เทียบกับการขาดทุนสุทธิ 126 ล้านดอลลาร์ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เรียกได้ว่า ไม่มีผลกำไรประจำปีตั้งแต่มาตั้งแต่ปี 2013
ความจริงแล้วร้านค้าปลีกที่ขายของเล่นเด็ก มีการแข่งขันค่อนข้างสูงอยู่แล้ว ไม่เพียงแค่อีคอมเมิร์ซเท่านั้นที่เข้ามาแชร์ตลาด ยังมีร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ในช่องทางออฟไลน์อย่างวอลมาร์ท หรือทาร์เก็ต ที่มีของเล่นเป็นสินค้าส่วนหนึ่งในร้าน ซึ่งสินค้าประเภทนี้ แม้ไม่ใช่ “ซีซั่นนิ่ง โปรดักท์” แต่ก็จะมีช่วงของการขายที่จะขายดีมากๆ ในช่วงปลายปี ทำให้จำเป็นต้องมีการสต๊อกสินค้าจำนวนมาก ทอยส์ “อาร์” อัส จึงต้องกู้เงินเพื่อนำมาสต๊อกสินค้า ทำให้มีหนี้สะสมค่อนข้างมาก นั่นจึงน่าจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เข้ามาทำให้ต้องล้มละลายตัวเอง
แม้จะเป็นร้านค้าปลีกในแนว Category Killer ที่นอกจากจะมีจุดแข็งในเรื่องของการมีสินค้าที่หลากหลายแล้ว ยังมีเรื่องของราคาถูกซึ่งเป็นภาพที่ติดอยู่กับร้านค้าปลีกประเภทนี้มาตลอด แต่เมื่อต้องเผชิญกับความท้าทายจากการเข้ามาแข่งขันของอีคอมเมิร์ซ ทอยส์ “อาร์” อัส กลับไม่สามารถต่อสู้เรื่องราคาได้ เพราะของเล่นที่ขายผ่านอีคอมเมิร์ซ จะขายต่ำกว่าค่อนข้างมาก อาจจะด้วยการมีต้นทุนในการขายที่ต่ำกว่า จึงเล่นเรื่องราคาได้ดีกว่า
ขณะที่ลูกค้าส่วนหนึ่งจะใช้วิธีการมาเดินดูสินค้าในร้าน แล้วกลับไปสั่งซื้อผ่านออนไลน์ ซึ่งร้านค้าปลีกในแนว Category Killer บางราย อย่างเบสท์บาย ที่ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าในอเมริกา เลือกใช้วิธีการปรับตัวส่วนหนึ่งด้วยการเข้าหาลูกค้าที่เป็น Showrooming ที่มาเดินดูสินค้าที่ร้านค้าปลีก เพื่อสัมผัสสินค้าจริง ก่อนที่จะไปซื้อผ่านออนไลน์ โดยเบสท์บาย ปรับรูปแบบการสร้างรายได้ส่วนหนึ่งด้วยการเก็บเงินจากเจ้าของสินค้าที่มาดิสเพลย์สินค้าในร้านเพื่อให้ลูกค้าเลือกชม หรือสัมผัสสินค้าจริงก่อนที่จะไปซื้อผ่านออนไลน์
การยื่นขอล้มละลายในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสที่ดีในการปรับโครงสร้างหนี้ และช่วยให้ทอยส์ “อาร์” อัส สามารถจัดการกระแสเงินสด รวมถึงจำนวนสาขาได้ดีขึ้น หากมองไปถึงทางรอดของค้าปลีกรายนี้แล้ว จำเป็นที่จะต้องมีการปรับขนาดของตัวเองให้เล็กลง แต่มีสถานะทางการเงินที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นงานหนักของ David Brandon ทีเดียว