มิ่งขวัญพัฒนวงศ์ หัวหน้าเจ้าหน้าที่บริหารส่งเสริมการตลาดลูกค้าบุคคล ทีเอ็มบี กล่าวว่า แนวคิดของบริการนี้คือ การให้คำปรึกษาสำหรับทุกคนที่ต้องการลงทุน มุ่งเน้นให้ชีวิตลูกค้าดีขึ้นภายใต้ปรัชญา “Make THE Difference” ซึ่งหลายคนมักคิดว่าการลงทุนเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องน่าเบื่อ ต้องใช้เงินจำนวนมาก และไม่มีเวลาติดตาม เมื่อถึงเวลาก็ซื้อกองทุนเพื่อนำมาหักลดหย่อนภาษี แต่ไม่ได้มีข้อมูลเพียงพอในการตัดสินใจ
“เรามาคิดว่าทำอย่างไรจึงจะให้ลูกค้าได้รับความรู้ ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนมากขึ้น และมีทางเลือกมากขึ้น ซึ่งในยุคดิจิทัลการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องง่ายกว่าในอดีต ลูกค้าสมัยนี้อาจไม่มีเวลามาแบงก์ ชีวิตก็วุ่นวาย แต่ทุกคนมีมือถือ ดังนั้น เราจะข้อมูลอย่างไรให้เข้าถึงลูกค้า โดยเราก็พัฒนาหลายช่องทางทั้ง ไลน์เวบไซต์ และทีเอ็มบี แอดไวเซอรี่ รูม ที่สาขา ซึ่งลูกค้าสามารถปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญผ่าน VDO Conference ได้แบบเรียลไทม์ และจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ปรึกษาคำแนะนำผ่านมือถือได้”
บริการ TMB Advisory ยึดแนวคิดของบริการการลงทุนที่เปิดเสรีแบบ Open Architecture คือไม่ได้ขายแค่กองทุนภายใต้ บลจ.ของทีเอ็มบี แต่ยังมีกองทุนจากบลจ.อื่นที่เป็นพันธมิตรมาให้เลือกตอนนี้มีทั้งหมด 8 ราย ได้แก่ บลจ.ทหารไทย, บลจ.ยูโอบี(ประเทศไทย), บลจ.ซีไอเอ็มบี พรินซิเพิล, บลจ.อเบอร์ดีน, บลจ.แมนูไลฟ์(ประเทศไทย), บลจ.วรรณ, บลจ.ทิสโก้, บลจ.กสิกรไทย และจะขยายความร่วมมือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะลูกค้าควรเข้าถึงกองทุนหลากหลาย มีสินทรัพย์หลากหลายทั่วโลก ซึ่งทีเอ็มบีก็คัดสรรมาให้แล้วจึงไม่ต้องไปมองหาที่อื่น เรียกว่ามาที่เดียวมีให้เลือกซื้อแบบครบครัน ในจุดนี้มีความแตกต่างจากธนาคารอื่นๆ ที่จะขายเพียงกองทุนในสังกัดของตัวเองเท่านั้น และในส่วนของลูกค้าก็สามารถเริ่มต้นลงทุนได้ไม่ว่าจะมีเงินมากหรือน้อย เป็นการเปิดเสรีภาพทางการเงินจริงๆ
นอกจากนี้ กุญแจสำคัญอีกเรื่องของ TMB Advisory คือ เรื่อง การจัดสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation) โดยทีเอ็มบีมีพันธมิตรใหม่ Amundiจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบริษัทจัดการลงทุนรายใหญ่ของโลก มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเป็นอันดับหนึ่งในยุโรปมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาช่วยออกแบบโมเดลพอร์ตการลงทุน 5 รูปแบบ เพื่อแนะนำการลงทุนให้กับลูกค้าตามความเสี่ยงที่ลูกค้ารับได้
ทั้งนี้ พอร์ตการลงทุน 5 รูปแบบ จัดไว้สำหรับลูกค้าที่รับความเสี่ยงได้ต่ำไปจนถึงสามารถรับความเสี่ยได้สูง ได้แก่ พอร์ตRisk Averse ไม่มีการลงทุนในหุ้น เน้นคุ้มครองเงินต้น โดยจะลงทุนในตราสารหนี้ไทย และตราสารหนี้ต่างประเทศ, พอร์ต Conservative ลงทุนในหุ้น 20% ที่เหลือลงทุนตราสารหนี้, พอร์ต Balanced ลงทุนในหุ้น 50% และตราสารหนี้ 50%, พอร์ตAdvancedลงทุนในหุ้น 70% และตราสารหนี้ 30% สุดท้ายเป็นพอร์ต Aggressiveลงทุนในหุ้น 100%
นักลงทุนที่เข้ามาสามารถเลือกได้ว่ารับความเสี่ยงได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งทีเอ็มบีได้เลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมไว้รองรับแล้ว เน้นดูจากความเสี่ยงเป็นหลัก โดยการจะประสบความสำเร็จในการลงทุนนั้น ประกอบด้วย 3 เรื่องหลักคือ 1.การจัดสัดส่วนการลงทุน (Asset Allocation) 2.การเลือกหลักทรัพย์ที่จะลงทุน (Security Selection) และ 3.การจับจังหวะการลงทุน (Market Timing) ดูว่าจังหวะตอนไหนควรเข้าควรออก